<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-1719885293273203457</id><updated>2011-11-24T07:29:08.601-08:00</updated><category term='# ธรรมะของหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม'/><category term='# ประเภทของกรรมทีปนี กรรม 12 อย่าง'/><category term='# เรื่องการสะเดาะเคราะห์'/><category term='# ประวัติพระอริยสงฆ์ ของ ประเทศไทย'/><category term='# รวบรวมความรู้เรื่องกรรมผลแห่งกรรม'/><category term='# สาเหตุแห่งการปฏิบัติภาวนาไม่เป็นผล'/><category term='# ธรรมะของหลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช'/><title type='text'>แหล่งรวมธรรมะของพระพุทธเจ้า &amp; พระอริยสงฆ์-วิธีฝึกสติ-วิธีฝึกพลังจิต-วิธีภาวนา</title><subtitle type='html'></subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://tummabuddha.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1719885293273203457/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://tummabuddha.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>Ninchada</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>5</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1719885293273203457.post-7507378465059144384</id><published>2008-05-14T19:10:00.000-07:00</published><updated>2008-05-15T00:23:21.255-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='# รวบรวมความรู้เรื่องกรรมผลแห่งกรรม'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='# ประเภทของกรรมทีปนี กรรม 12 อย่าง'/><title type='text'># รวบรวมความรู้เรื่องกฎแห่งกรรม ผลแห่งกรรม ประเภทของกรรม</title><content type='html'>วันนี้ได้รวบรวมความรู้เรื่องกฎแห่งกรรม ผลแห่งกรรม ประเภทของกรรม และวิธีการแก้กรรม มาบอกเล่าให้ทราบ .ซึ่งทุกท่านคงจะต้องเคยได้ยินประโยคที่กล่าวไว้ว่า &lt;span style="color:#33cc00;"&gt;"สรรพชีวิต มีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นผู้ให้ผล มีกรรมเป็นผู้อาศัย มีกรรมเป็นผู้ติดตาม มีกรรมเป็นทายาท เมื่อทำกรรมอันใดไว้จะต้องได้รับผลแห่งกรรมนั้น สืบไป"&lt;/span&gt; ประโยคนี้กล่าวไม่ผิดสักนิด เพราะตลอดชีวิตของดิฉัน ได้สัมผัสทั้งกรรมดีและกรรมชั่วมาไม่น้อย ไม่ว่าจะกระทำไปด้วยความตั้งใจ หรือไม่ได้ตั้งใจ ไร้เดียงสาด้วยความเป็นเด็กหรือไม่ หรือกระทำเพราะหน้าที่ &lt;span style="color:#33cc00;"&gt;ขึ้นชื่อว่า "กฎแห่งกรรม กรรม และ ผลแห่งกรรม" แล้วนั้น ไม่มีคำกล่าวอ้างหรือเหตุผลใด ๆ มายุติกรรมผลแห่งกรรมได้เลย และผลแห่งกรรมก็ไม่ต้องรอชาติหน้า ทั้งกรรมดีและกรรมไม่ดีก็สามารถส่งผลให้ผู้กระทำกรรมได้รับผลให้เห็นในชาติปัจจุบันได้&lt;/span&gt; ดังนั้น วันนี้ ก่อนที่จะบอกเล่าหรือถ่ายถอดถึงประสบการณ์ของชีวิต ที่ได้กระทำกรรมอันใดไว้ รวมทั้งผลของกรรมที่ได้รับแล้วจากกรรมที่ได้กระทำไป นั้น ดิฉัน ขอนำข้อมูลเกี่ยวกับประเภทของกรรมมาบอกเล่าให้อ่านกันก่อนนะค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#cc0000;"&gt;กรรมทีปนี ( กรรม 12 อย่าง ) โดย ท่านเจ้าคุณ พระเทพมุนี ( วิลาศ ญาณวโร ป.ธ.9 )&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;1)&lt;/span&gt; กฎแห่งกรรมและผลของกรรม : &lt;span style="color:#33cc00;"&gt;กรรมพาให้เกิด ( ชนกกรรม )&lt;/span&gt; &gt; ซึ่งเป็นกรรมที่พาให้เกิดดีหรือไม่ดี&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;2)&lt;/span&gt; กฎแห่งกรรมและผลของกรรม : &lt;span style="color:#33cc00;"&gt;กรรมสนับสนุน หรือ กรรมอุปถัมภ์ ( อุปัตถัมภกรรม )&lt;/span&gt; &gt; กรรมที่สนับสนุนให้ดี หรือ ชั่วยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;3)&lt;/span&gt; กฎแห่งกรรมและผลของกรรม : &lt;span style="color:#33cc00;"&gt;กรรมเบียดเบียน ( อุปปีฬกรรม )&lt;/span&gt; &gt; กรรมเบียดเบียนให้ค่อย ๆ ได้ดีหรือล้มเหลว&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;4)&lt;/span&gt; กฎแห่งกรรมและผลของกรรม : &lt;span style="color:#33cc00;"&gt;กรรมตัดรอน ( อุปฆาตกรรม หรือ อุปเฉทกกรรม )&lt;/span&gt; &gt; กรรมที่ตัดรอนให้ได้ดี หรือ ตกอับในทันที&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;5)&lt;/span&gt; กฎแห่งกรรมและผลของกรรม : &lt;span style="color:#33cc00;"&gt;กรรมหนัก ( ครุกกรรม )&lt;/span&gt; &gt; กรรมหนักที่แก้ไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;6)&lt;/span&gt; กฎแห่งกรรมและผลของกรรม : &lt;span style="color:#33cc00;"&gt;กรรมใกล้ตาย ( อาสันนกรรม )&lt;/span&gt; &gt; กรรมที่ให้ผลก่อนตาย&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;7)&lt;/span&gt; กฎแห่งกรรมและผลของกรรม : &lt;span style="color:#33cc00;"&gt;กรรมที่ทำเป็นประจำ ( อาจิณณกรรม )&lt;/span&gt; &gt; กรรมที่กระทำจนเคยชิน&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;8)&lt;/span&gt; กฎแห่งกรรมและผลของกรรม : &lt;span style="color:#33cc00;"&gt;กรรมที่สักแต่ว่าทำ หรือ กรรมไม่เจตนา ( กตัตตากรรม )&lt;/span&gt; &gt; กรรมที่ไม่เจตนาสักแต่ว่าทำให้ผลหลังสุด&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;9)&lt;/span&gt; กฎแห่งกรรมและผลของกรรม : &lt;span style="color:#33cc00;"&gt;กรรมทันตา หรือ กรรมที่ให้ผลชาตินี้ ( ทิฐธรรมเวทนียกรรม )&lt;/span&gt; &gt; กรรมให้ผลชาตินี้เป็นกรรมทันตาเห็น&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;10)&lt;/span&gt; กฎแห่งกรรมและผลของกรรม : &lt;span style="color:#33cc00;"&gt;กรรมที่ให้ผลชาติหน้า ( อุปปัชชเวทนียกรรม )&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;11)&lt;/span&gt; กฎแห่งกรรมและผลของกรรม : &lt;span style="color:#33cc00;"&gt;กรรมที่ให้ผลชาติที่ 3 เป็นต้นไป ( อปราปริยเวทนียกรรม )&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;12)&lt;/span&gt; กฎแห่งกรรมและผลของกรรม : &lt;span style="color:#33cc00;"&gt;กรรมที่ตามไม่ทัน ( อโหสิกรรม )&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#33cc00;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;แล้ววันหน้าจะมาขยายความให้ทราบถึงกฎแห่งกรรมแต่ละประเภทนะค่ะ ว่ากฎแห่งกรรมแต่ละประเภทนั้นหมายถึงกรรมอย่างไร พร้อมตัวอย่างของกรรมค่ะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;บทความก่อนหน้านี้ :&lt;/span&gt; &lt;span style="color:#00cccc;"&gt;&lt;a href="http://tummabuddha.blogspot.com/2008/04/blog-post_13.html"&gt;ผจญความทุกข์แล้วสะเดาะเคราะห์กรรมได้จริงหรือ?&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1719885293273203457-7507378465059144384?l=tummabuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://tummabuddha.blogspot.com/feeds/7507378465059144384/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=1719885293273203457&amp;postID=7507378465059144384' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1719885293273203457/posts/default/7507378465059144384'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1719885293273203457/posts/default/7507378465059144384'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://tummabuddha.blogspot.com/2008/05/blog-post.html' title='# รวบรวมความรู้เรื่องกฎแห่งกรรม ผลแห่งกรรม ประเภทของกรรม'/><author><name>Ninchada</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1719885293273203457.post-7151023732353931208</id><published>2008-04-13T12:29:00.000-07:00</published><updated>2008-04-13T13:37:10.949-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='# เรื่องการสะเดาะเคราะห์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='# ธรรมะของหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม'/><title type='text'># ผจญความทุกข์แล้วทำการสะเดาะเคราะห์กรรมให้หมดได้จริงหรือ</title><content type='html'>&lt;span style="color:#993300;"&gt;คนเราเกิดมาย่อมเป็นทุกข์ เมื่อผจญความทุกข์แล้วทำการสะเดาะเคราะห์กรรมให้หมดไปได้จริงหรือ ? &lt;/span&gt;หลายคนบอกว่าได้ แต่หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม แห่งวัดอัมพวัน จังหวัดสิงห์บุรี ท่านสอนไว้ว่า เมื่อคนเราเกิดมาแล้วย่อมต้องมีทุกข์กันทุกคน เมื่อผิดหวังในชีวิต...เสียใจ คิดไม่ออก หากไม่เคยสวดมนต์ไหว้พระ เจริญสติปัฏฐาน ๔ ไม่เคยเจริญสมาธิภาวนา...ก็จะแก้ปัญหาในชีวิตของตนไม่ได้ เลยทำให้คนเรานั้น เป็นโรคไม่เคยมีความสุขในสมอง เรียกว่าโรคทันสมัย เป็นโรคประสาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อมีความทุกข์ในชีวิต ก็หวังให้พระทำพิธีสะเดาะเคราะห์กรรมของตนเอง มีคนมากมายไปที่วัดหลวงพ่อจรัญ บอกพระให้สะเดาะเคราะห์ให้ ไม่อย่างนั้นตนจะต้องตาย แล้วถามว่าวัดอัมพวัน สะเดาะเคราะห์ได้ไหม? หลวงพ่อจรัญ ท่านบอกว่า วัดอัมพวัน สะเดาะเคราะห์ไม่เป็น แล้วหลวงพ่อจรัญ ก็สอนต่อไปว่า...อย่าโง่เลย คนเราเกิดมาแล้วสะเดาะเคราะห์แล้วไม่ต้องตายหรือ ? คนเรานั้น เกิดมาก็เพื่อรอเวลาตายกันทุกคน &lt;span style="color:#009900;"&gt;"ได้มาเพื่อรอเวลาเสีย มีเพื่อรอเวลาหมด เจอกันก็เพื่อรอเวลาจะจากกันไป"&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ณ บัดนี้ สามีภรรยาคบกันแล้ว มีลูกด้วยกันก็ต้องรอเวลาอีก จะต้องพลัดพรากจากของอันเป็นที่รักที่ชอบใจกันทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่มีวันกลับมาแน่ ทำไมโง่อย่างนี้ สะเดาะเคราะห์ให้มีอายุยืนได้หรือ ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนมีธรรมะ ชีวิตนี้ไม่มีความทุกข์ ! กาลเวลานั้น ผ่านไปอย่างรวดเร็ว นั้นก็คือชีวิตนั่นเอง วันเวลาคร่าชีวิตเราให้หมดไปสิ้นไป เมื่อเวลาหมดไปแล้วชีวิตก็หมดค่าเวลาหามีประโยชน์ไม่ เพราะเราไม่ได้สร้างชีวิตนี้ให้มีประโยชน์ต่อกิจประจำวันและในหน้าที่การงานที่เรารับผิดชอบแต่ประการใด จุดมุ่งหมายอันนั้น พระพุทธเจ้าสอนเราทั้งหลายว่า ตั้งแต่วันเกิดมาจนกระทั่งวันตาย สอนให้เราช่วยตัวเอง สอนให้เราพึ่งพาตัวเอง ตนต้องเป็นที่พึ่งแห่งตน คนอื่นช่วยเราไม่ได้เป็นที่พึ่งให้เราไม่ได้แน่ และแนวทางพัฒนาจิตให้เราเดินทางไม่พลาดผิดในมรรคา ให้เราสอนตัวเอง แนะแนวทางตัวเองให้เจริญรุ่งเรือง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระพุทธเจ้าดำเนินวิถีชีวิตและช่วยเหลือชาวโลกให้พ้นจากกองทุกข์นานาประการได้ แล้วสอนให้พวกเราแก้ปัญหาชีวิต ดำเนินวิถีชีวิตไปสู่นิพพานด้วยสันติภาพและสันติสุข สอนให้เรามีความสุข ปราศจากทุกข์ สอนให้เรามีคติธรรม &lt;span style="color:#009900;"&gt;พระพุทธเจ้า "สอนให้เราเดินทางสายกลาง คือ ตรงกลาง...อดีตไม่รื้อฟื้นเป็นความฝันที่ผ่านไป อนาคตยังไม่แน่นอนอย่าจับให้มั่นครั้นให้ตาย จะผิดหวังเสียใจตลอดชีวิต"&lt;/span&gt; ท่านสอนอย่างนั้น ทำอะไรก็ให้เอาปัจจุบันมาเป็นหลัก พระพุทธเจ้าสอนให้เกิดสันติสุข เกิดความสุขความเจริญในชีวิตนี้แน่นอน ไม่ได้สอนให้เกิดหายนะ แล้วทำลายทรัพย์สมบัติกัน...หามีไม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc6600;"&gt;หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม ท่านสอนให้เจริญกรรมฐาน จะทำให้มีปัญญาแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าหากบุคคลใดเจริญกรรมฐาน สวดมนต์ภาวนาได้ผลดีแล้ว จะทำให้บุคคลนั้นมีความรับผิดชอบสูงขึ้น เมื่อมีความรับผิดชอบสูงขึ้นแล้ว ก็จะส่งผลให้หน้าที่การงานดี เงินทองก็จะดีตามมา การปฏิบัติกรรมฐานจะมีประโยชน์ในกิจประจำวันมากมาย ท่านสอนให้เราปฏิบัติกรรมฐานทุกวัน หากบ้านไหนสามีภรรยาชอบทะเลาะกัน สามีเจ้าชู้ ลูกเกเรไม่ตั้งใจเรียนหนังสือ ถ้ามาเจริญกรรมฐาน สวดมนต์ภาวนาสม่ำเสมอทุกวันไม่ให้ขาด บ้านนั้นสามีภรรยาก็จะเลิกทะเลาะกัน ลูกก็จะไม่เกเรและตั้งใจเรียนหนังสือ ครอบครัวก็จะอยู่กันอย่างสงบสุข คนมีธรรมะ ชีวิตนี้ไม่มีทุกข์ คนที่มีธรรมะประจำใจจะมีอารมณ์ดี ยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่เสมอภายใน ถึงหน้าตาขรึมเหมือนคนเครียด แต่ข้างในเขายิ้มข้างในจิตใจเขาเบิกบาน ชีวิตนี้ไม่มีทุกข์เขามีแต่ความสุขอยู่ภายใน เมื่อไปทำอะไรก็จะเจริญรุ่งเรืองวัฒนาสถาพรตลอดเวลา ดังนั้น ถ้าเพื่อน ๆ กำลังมีความทุกข์อยู่ไม่ว่าเรื่องใด ๆ ก็ตาม หากปฏิบัติตามที่ท่านสอนชีวิตนี้ก็จะไม่มีความทุกข์ค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#cc0000;"&gt;บทความก่อนหน้านี้ :&lt;/span&gt; &lt;a href="http://tummabuddha.blogspot.com/2008/04/blog-post_11.html"&gt;&lt;span style="color:#009900;"&gt;ประวัติ ของ หลวงปู่มหาปราโมทย์  ปาโมชโช&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1719885293273203457-7151023732353931208?l=tummabuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://tummabuddha.blogspot.com/feeds/7151023732353931208/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=1719885293273203457&amp;postID=7151023732353931208' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1719885293273203457/posts/default/7151023732353931208'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1719885293273203457/posts/default/7151023732353931208'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://tummabuddha.blogspot.com/2008/04/blog-post_13.html' title='# ผจญความทุกข์แล้วทำการสะเดาะเคราะห์กรรมให้หมดได้จริงหรือ'/><author><name>Ninchada</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1719885293273203457.post-158501354289516134</id><published>2008-04-11T09:51:00.000-07:00</published><updated>2008-04-11T12:28:35.783-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='# ประวัติพระอริยสงฆ์ ของ ประเทศไทย'/><title type='text'># ประวัติของหลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช</title><content type='html'>ประวัติหลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช : ขอนำประวัติของพระอริยสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ซึ่งเป็นประวัติโดยย่อ มาฝากเพื่อน ๆ กัลยาณมิตรทุก ๆ ท่านค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#993300;"&gt;***ประวัติและปฏิปทาหลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช***&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;แห่ง วัดป่านิโครธาราม ตำบลหมากหญ้า อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี ( หรือ แต่เดิม ได้จำพรรษา ณ วัดป่าน้ำริน จังหวัดเชียงใหม่ )&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_szvTipqD9Cs/R_-57iJmN2I/AAAAAAAAAAw/LubVbJ1iL3U/s1600-h/paragraph__249.gif"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5188069728184579938" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_szvTipqD9Cs/R_-57iJmN2I/AAAAAAAAAAw/LubVbJ1iL3U/s320/paragraph__249.gif" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;# ชาติภูมิ ของ หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านหลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช ได้ถือกำเนิดในตระกูลวังสะจันทานนท์ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2466 ซึ่งตรงกับวันขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3 ปีกุน ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;# นามเดิม ของ หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านหลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช ท่านมีนามเดิมว่า "ปราโมทย์ วังสะจันทานนท์ (หนูแดง)"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;# นามบิดามารดา ของ หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านหลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช ท่านเป็นบุตรคนเดียวของ คุณพ่อสิงห์คำ วังสะจันทานนท์ และ คุณแม่ทองเพียร วังสะจันทานนท์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;# ประวัติบิดาและมารดา ของ หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณพ่อสิงห์คำ วังสะจันทานนท์ ได้เข้ารับราชการทหาร เป็นนายร้อยทหารบกอยู่ที่ จังหวัดปราจีนบุรี และต่อมาได้สมรสกับคุณแม่ทองเพียร เพ็งทอง ที่บ้านหัวหว้า จังหวัดปราจีนบุรี หลังจากคุณพ่อสิงห์คำได้สมรสกับคุณแม่ทองเพียรแล้ว ทั้งสองก็ได้ย้ายไปอยู่ที่ จังหวัดอุบลราชธานี และคุณแม่ทองเพียรได้ให้กำเนิดบุตรชายซึ่งเป็นเป็นบุตรคนเดียว นั่นก็คือ เด็กชายปราโมทย์ วังสะจันทานนท์ นั้นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กาลต่อมา คุณพ่อสิงห์คำได้เสียชีวิตลง คุณแม่ทองเพียร จึงได้พาเด็กชายปราโมทย์ ย้ายกลับไปอยู่ที่บ้านหัวหว้าอีกครั้ง และเด็กชายปราโมทย์ ก็ได้เข้าเรียนที่โรงเรียนวัดเกาะสมอ บ้านเกาะสมอ จังหวัดปราจีนบุรี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กาลต่อมา คุณแม่ทองเพียร เกิดล้มป่วยลงและได้เสียชีวิต คุณยาย ( ผุย เพ็งทอง ) ได้รับอุปการะเด็กชายปราโมทย์ ไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กาลต่อมา คุณยายผุย เพ็งทอง ก็ได้เสียชีวิตลงอีกด้วยโรคชรา ทำให้เด็กชายปราโมทย์ และ เด็กชายแก้ว ดอนมอญ ได้บวชหน้าไฟให้คุณยายผุย เพ็งทอง ที่วัดหัวนา บ้านหัวหว้า จังหวัดปราจีนบุรี ครั้นเมื่อเสร็จงานศพของคุณยายผุย เพ็งทอง แล้ว เด็กชายปราโมทย์ วังสะจันทานนท์ และ เด็กชายแก้ว ดอนมอญ ก็ได้ไปอาศัยอยู่กับน้า ( นางคำสูรย์ สังอรดี ) เด็กชายทั้งสองได้ช่วยน้าประกอบอาชีพ คือ ทำนา ทำไร่ ด้วยความขยัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งนี้ เนื่องจาก เด็กชายปราโมทย์ วังสะจันทานนท์ มีอุปนิสัยรักใคร่ใฝ่เรียน จึงได้ออกจากบ้านไปอาศัยอยู่ที่ วัดอุดมวิทยาราม ( โรงเกวียน ) ซึ่งอยู่หลังสถานีรถไฟ จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อเรียนหนังสือ แต่ต่อมาก็ได้บรรพชาเป็นสามเณรที่ วัดอุดมวิทยาราม ( โรงเกวียน ) และย้ายไปจำพรรษาอยู่ที่ วัดมะกอก อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี จากนั้น ก็ได้ขาดการติดต่อกับญาติพี่น้องเป็นเวลาหลายปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จนกระทั้ง ต่อมา พระภิกษุปราโมทย์ ได้ย้อนกลับไปที่บ้านหัวหว้าอีกครั้ง จึงทำให้ญาติพี่น้องทราบว่าท่านได้ศึกษาเล่าเรียนจนได้เปรียญธรรมหลายประโยค เป็น พระภิกษุ มหาปราโมทย์ ปาโมชโช&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;# ลำดับญาติพี่น้องของ คุณแม่ทองเพียร วังสะจันทานนท์ ( เพ็งทอง ) มีทั้งหมด 8 คน ได้แก่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1) คุณแม่ทองเพียร เพ็งทอง ( โยมมารดา ของ หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช )&lt;br /&gt;2) นายแพร&lt;br /&gt;3) นางทอง&lt;br /&gt;4) นางชื่น&lt;br /&gt;5) นางคำสูรย์&lt;br /&gt;6) นางเชื่อม&lt;br /&gt;7) นางทองคำ&lt;br /&gt;8) นางสีนวล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นายแก้ว ดอนมอญ เป็นบุตรของนางสีนวล ( น้องคนสุดท้องของ คุณแม่ทองเพียร ) เรียงลำดับแล้ว นายแก้ว ดอนมอญ มีลำดับญาติเป็นผู้พี่ผู้น้อง ของ หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;# พบหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เป็นครั้งแรก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_szvTipqD9Cs/R_-6SyJmN3I/AAAAAAAAAA4/NyT2BfFUONg/s1600-h/lungpumun.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5188070127616538482" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_szvTipqD9Cs/R_-6SyJmN3I/AAAAAAAAAA4/NyT2BfFUONg/s320/lungpumun.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช ได้เล่าว่า ท่านได้เจริญวัดเติบโตที่บ้านหัวหว้า จังหวัดปราจีนบุรี มีผิวพรรณดีมาก หลวงปู่มหาปราโมทย์ ได้ติดตามโยมพ่อสิงห์คำไปที่จังหวัดอุบลราชธานี เพราะโยมพ่อของท่านรับราชการทหารอยู่ที่นั่น และในสมัยเมื่อยังเป็นเด็กนั้นเอง หลวงปู่ปราโมทย์ ท่านได้พบกับ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ที่วัดเลียบ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี และหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ได้เป่ากระหม่อมให้ พอรุ่งเช้าโยมแม่ทองเพียร ก็ได้พาท่านไปใส่บาตรหลวงปู่มั่น ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;# อุปนิสัยการบำเพ็ญทางเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อครั้งที่โยมมารดายังมีชีวิตอยู่ เด็กชายปราโมทย์ ได้ช่วยมารดา ทำไร่ ทำนา ปลูกข้าว มาวันหนึ่งโยมมารดาได้บอกกับเด็กชายปราโมทย์ว่าให้ไปเฝ้าข้าวในนาที่ปลูกไว้ เพื่อไม่ให้นกเข้ามากินข้าวในนา เด็กชายปราโมทย์ ก็ตอบมารดาอย่างสุภาพว่า "ให้นกมันกินแหน่ นกมันบ่ได้เฮ็ดนา" ( ให้นกมันกินหน่อย นกมันไม่ได้ทำนา )&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;# จำพรรษาที่ วัดป่านิโครธาราม จังหวัดอุดรธานี&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช ท่านได้มีโอกาสฟังเทศน์ จาก หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ ( แห่งวัดป่านิโครธาราม ) ที่วัดอโศการาม ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ ในขณะนั้น วัดอโศการาม ถือว่าเป็นศูนย์รวมกองทัพธรรม &lt;span style="color:#339999;"&gt;หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช ได้ซาบซึ้งในธรรมปฏิปทาของ หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช จึงได้อธิษฐานจิตว่าถ้ามีโอกาสขอให้ได้ไปพักที่ วัดป่านิโครธาราม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_szvTipqD9Cs/R_-62iJmN4I/AAAAAAAAABA/noqebfqcNWI/s1600-h/lungpu-on.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5188070741796861826" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_szvTipqD9Cs/R_-62iJmN4I/AAAAAAAAABA/noqebfqcNWI/s320/lungpu-on.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และอีกครั้งหนึ่งหลวงปู่มหาปราโมทย์ ท่านได้เดินธุดงค์ไปจำพรรษาอยู่ที่วัดหลวงปู่ฝั้น อาจาโร พอดี หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ ท่านนั่งรถผ่านมาเจอหลวงปู่มหาปราโมทย์ขณะเดินธุดงค์อยู่ริมถนน หลวงปู่อ่อน จึงได้บอกให้คนขับรถจอดรับหลวงปู่มหาปราโมทย์ขึ้นนั่งรถไปด้วยกัน หลวงปู่มหาปราโมทย์ ท่านได้ปรารภอีกครั้งหนึ่ง ว่าถ้ามีโอกาสจะกลับไปบูรณะปฏิสังขรณ์ วัดป่านิโครธาราม เพราะด้วยความระลึกถึงพระคุณของหลวงปู่อ่อน ญาณสิริ รวมทั้งหลวงปู่มหาปราโมทย์ ท่านได้ยินว่าที่วัดป่านิโครธารามได้สร้างพระอุโบสถสองชั้น คงจะงดงามมาก หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช ได้ไปพักจำพรรษา อยู่ที่วัดป่านิโครธาราม ในครั้งแรก ในปี พ.ศ.2529&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังออกพรรษาหลวงปู่มหาปราโมทย์ ท่านได้ออกไปเที่ยววิเวกที่ วัดป่าน้ำริน จังหวัดเชียงใหม่ และได้พักจำพรรษาอยู่ที่วัดป่าน้ำริน จังหวัดเชียงใหม่ อยู่หลายพรรษา และต่อมาใน พ.ศ. 2537 หลวงปู่มหาปราโมทย์ ท่านได้ย้ายไปจำพรรษาที่วัดป่านิโครธาราม หลังจากที่ หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ ได้มรณภาพลงแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;# สร้างศาลาการเปรียญ ณ วัดป่านิโครธาราม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลวงปู่มหาปราโมทย์ ได้พักจำพรรษา ร่วมกับ หลวงพ่อศรีนวล ขันติธโร เจ้าอาวาสวัดป่านิโครธาราม ( ในขณะนั้น ) และหลวงปู่บุญรอด อธิปุญโญ จนกระทั่ง ในพรรษาที่พระอาจารย์ศรีนวล ได้ดำริว่าจะทำการซ่อมแซมหลังคาศาลาการเปรียญใหม่ โดยขอให้หลวงปู่มหาปราโมทย์ ช่วยเมตตาในการซ่อมแซมครั้งนี้ หลวงปู่มหาปราโมทย์ ได้รับนิมนต์ไปฉันท์ภัตตาหารที่บ้านโยมในกรุงเทพฯ ท่านได้พูดถึงเรื่องที่จะซ่อมแซมหลังคาศาลาการเปรียญใหม่ให้โยมฟัง โยมก็มีจิตศรัทธาที่จะช่วยซ่อมแซมหลังคา และได้รวบรวมปัจจัยในการซ่อมหลังคาครั้งนั้น โดยหลวงปู่มหาปราโมทย์ ได้ส่งปัจจัยผ่านทางธนาคาร เข้าไปที่บัญชีวัดป่านิโครธาราม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตั้งแต่นั้นมาคณะศิษย์ ก็ได้นำกฐินมาทอดถวายหลวงปู่มหาปราโมทย์ ในการซ่อมแซมหลังคาจนสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี แล้วได้มีการฉลองศาลาครั้งใหญ่ ในปี พ.ศ. 2537 และหลังจากนั้น หลวงปู่มหาปราโมทย์ ก็ได้อยู่จำพรรษาที่วัดป่านิโครธารามมาโดยตลอด และได้เริ่มก่อสร้างปฏิสังขรณ์วัดป่านิโครธารามดังที่ท่านเคยได้อธิษฐานเมื่อครั้งพบกับหลวงปู่อ่อน ญาณสิริ ในขณะที่เดินทางไปวัดหลวงปู่ฝั้น อาจาโร และการก่อสร้างหลวงปู่ท่านจะมอบภาระให้หลวงพ่อศรีนวล ในภาระต่าง ๆ ที่หลวงปู่ปราโมทย์มอบให้ หลวงปู่จะเรียกหลวงพ่อศรีนวลว่า "ท่านพระครู"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อมา เมื่อปี พ.ศ. 2538 หลวงปู่ได้สร้างกุฎีรัตนมุณี ซึ่งใช้เป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต เพื่อไว้เป็นที่สักการะบูชาของญาติโยม โดยได้เริ่มก่อสร้างวิหารปาโมชโชอนุสรณ์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 และได้มีการฉลองวิหารปาโมชโชอนุสรณ์ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี พ.ศ. 2547&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากนั้น หลวงพ่อศรีนวล ขันติธโร เจ้าอาวาสวัดป่านิโครธาราม ได้อาพาธหนัก และถึงแก่มรณภาพลง เมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2547 หลวงปู่ได้ถวายเพลิงศพพระครูภาวนาสังวรคุณ ( หลวงพ่อศรีนวล ขันติธโร ) ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2547 เป็นที่เรียบร้อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในขณะเดียวกัน ที่วัดป่านิโครธาราม ก็ได้แต่งตั้งให้ หลวงพ่อประสิทธิ์ ปุญญมากโร เป็นเจ้าอาวาสแทนหลวงพ่อศรีนวล ขันติธโร ส่วนหลวงพ่อจันทร์เรียน คุณวโร หลวงพ่อบุญรอด อธิปุญโญ เป็นรองเจ้าอาวาส และพระอาจารย์รื่น ฐิตธัมโม เป็นผู้ดูแลรักษาการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลวงพ่อบุญรอด อธิปุญโญ ไปกราบเยี่ยมหลวงปู่มหาปราโมทย์ อยู่เสมอ เพราะกลัวหลวงปู่จะเหงา หลวงพ่อประสิทธิ์ ปุญญมากโร ท่านก็เดินทางไปกราบเยี่ยมหลวงปู่อยู่เรื่อย ๆ ตลอดพรรษาหลวงปู่ไม่ได้ลงฉันอาหารที่ศาลา เพราะสุขภาพของท่านไม่แข็งแรง แต่หลวงปู่จะออกรับบิณฑบาตรมิได้ขาด หลวงปู่ท่านเมตตาเด็กนักเรียนและชาวบ้านหนองบัวบานมาก ท่านจะมีวิธีสอนเด็ก ๆ ให้รู้จักไหว้พระทำบุญตักบาตรตอนเช้าก่อนไปโรงเรียนแบบง่าย ๆ โดยหลวงปู่ให้ค่าขนมสำหรับเด็กที่มาทำบุญตักบาตรอยู่เป็นประจำ ทำให้เด็ก ๆ รู้จักทำบุญให้ทาน หลวงปู่มหาปราโมทย์ เป็นผู้ที่มีความเมตตากรุณาในการเสียสละมาก ขณะเดียวกัน สังขารร่างกายของหลวงปู่ก็ไม่ค่อยแข็งแรง ลูกศิษย์ลูกหาที่เดินทางมาจากต่างจังหวัดไกล ๆ หลวงปู่ก็ยังมีเมตตาออกมาต้อนรับ หลวงปู่บอกว่า "สงสารเขา เขามาไกล" และหลวงปู่ชอบนำขนมปังไปเลี้ยงปลาที่กุฎิรัตนมุณี ในยามบ่าย ๆ เป็นกิจวัตรประจำของท่าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;# อาการอาพาธ ของ หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จนมาถึงต้นปี พ.ศ. 2548 ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 หลวงปู่ได้อาพาธหนักมาก คณะลูกศิษย์ได้นำหลวงปู่ส่งโรงพยาบาลเอกอุดร ขณะนั้น หลวงปู่มีอาการหืด หอบ ร่างกายช็อคจนเกือบหมดสติ หลวงปู่ได้พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเอกอุดร ที่ห้อง ไอ ซี ยู หลวงปู่อ่อนสา สุขกาโร ก็ไปเยี่ยมเป็นประจำ อาการของหลวงปู่ดีขึ้น และได้ย้ายขึ้นไปพักที่ชั้น 7 ของโรงพยาบาลเอกอุดร และต่อมาอีกไม่กี่วันอาการของหลวงปู่ก็ได้ทรุดหนักลงไปอีก จนได้เข้ารับการรักษาที่ ห้อง ไอ ซี ยู อีกครั้ง ไปจนถึงวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2548 รวมอยู่รักษาอาการ ที่ โรงพยาบาลเอกอุดร เป็นเวลา 33 วัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อมา ได้ย้ายหลวงปู่มหาปราโมทย์ ไปพักรักษาอาการที่ โรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี โดยอาการของหลวงปู่ ได้ทรุดหนักกว่าเดิม โดยมีอาการบวมตามร่างกาย หมอให้การรักษาจนอาการของหลวงปู่ดีขึ้น โดยสามารถพูดคุยกับพระเณร และพูดคุยกับญาติโยมที่ไปเยี่ยมได้ ในช่วงระยะนี้ สติของหลวงปู่จะดีมาก รวมเวลาพักรักษาตัว ที่ โรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี 11 วัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พอมาถึงวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2548 ความดันของหลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช ก็ลดต่ำลงประมาณ 53:27 หมอได้ให้น้ำเกลือและเลือด พร้อมทั้งยาเพิ่มความดัน จนความดันของหลวงปู่เพิ่มสูงขึ้น แต่ไม่ถึงเกณฑ์ปกติ ประมาณ 90 หมอให้รอดูอาการอีกประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้น เห็นอาการหลวงปู่ดีขึ้น ช่วงแรกที่ความดันลดลงหลวงปู่จะไม่รับรู้อะไร มีอาการตาลอด พอความดันเพิ่มขึ้นท่านก็ยกมือขึ้นลืมตาดูได้เหมือนปกติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;# หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช ละสังขาร&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลวงปู่มหาปราโมทย์ รับรู้ดี มีสติมาก เมื่อนิมนต์ท่านกลับวัดท่านก็รับ โดยให้ท่านจับมือบีบมือนิมนต์ 2 ครั้ง ท่านก็รับ 2 ครั้ง เมื่อจัดเตรียมสัมภาระเสร็จก็นิมนต์หลวงปู่ท่านขึ้นรถโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี ช่วงที่อยู่ในรถท่านก็มีสติบริบูรณ์ดีทุกอย่าง พอคุยกับท่าน ท่านก็รับรู้ดีมาตลอดระยะทาง พอมาถึงวิหารปาโมชโชอนุสรณ์ ณ วัดป่านิโครธาราม ก็ได้นิมนต์ท่านพักที่เตียงพยาบาลที่เตรียมไว้ ท่านก็พัก ประมาณ 20 นาที จึงได้ละสังขารลงอย่างสงบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_szvTipqD9Cs/R_-7rSJmN5I/AAAAAAAAABI/wUqwcCIufIY/s1600-h/paragraph__741.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5188071648034961298" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_szvTipqD9Cs/R_-7rSJmN5I/AAAAAAAAABI/wUqwcCIufIY/s320/paragraph__741.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช ท่านละสังขารอย่างสงบ ด้วยอาการโรคหัวใจโต ปอดติดเชื้อ ไตวาย และถุงลมโป่งพอง ณ วิหารปาโมชโชนุสรณ์ เมื่อวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2548 เมื่อเวลา 19.25 น. ระยะเวลาที่หลวงปู่พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลรวม 44 วัน สิริอายุรวม 82 ปี พรรษา 61 และถวายพระเพลิงศพ เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2548&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;# อัฐิธาตุ ของ หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช แปรสภาพเป็นพระธาตุเหมือนดั่งพระธาตุพระอรหันต์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากที่ หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช ได้ละสังขาร เมื่อวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2548 และได้มีการถวายเพลิงศพท่าน ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2548 หลังจากนั้น มีศิษย์บางรายได้มีโอกาสได้รับผงอังคาร และอัฐิธาตุชิ้นเล็ก ๆ ไปบูชาปรากฎว่า ได้แปรสภาพเป็นพระธาตุเหมือนดั่งพระธาตุพระอรหันต์สาวกเจ้าทั้งหลายเพียงเวลาเพียงชั่วข้ามคืนเดียว อัฐิมีลักษณะขาวบริสุทธิ์ บางชิ้นเกือบจะเป็นแก้ว พระพระธาตุงอกออกมาจากอัฐิ อัฐิมีลักษณะฟูตัว ตกผลึก พระธาตุมีลักษณะกลมเหมือนเม็ดสาคู มีหลากสี นอกจากนี้ ยังพบเศษจีวรที่ไม่ไหม้ไฟอีกด้วย นี่คือภาพบางส่วน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_szvTipqD9Cs/R_-3-yJmN1I/AAAAAAAAAAo/CXZXUGXjhJg/s1600-h/paragraph__102.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5188067584995899218" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_szvTipqD9Cs/R_-3-yJmN1I/AAAAAAAAAAo/CXZXUGXjhJg/s320/paragraph__102.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#996633;"&gt;ข้อมูลประวัติหลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช ส่วนหนึ่งคัดลอกย่อมาจาก "หนังสือปาโมชโชนุสรณ์"&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;บทความเดิมก่อนหน้านี้ :&lt;/span&gt; &lt;a href="http://tummabuddha.blogspot.com/2008/04/blog-post_07.html"&gt;ธรรมะของหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1719885293273203457-158501354289516134?l=tummabuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://tummabuddha.blogspot.com/feeds/158501354289516134/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=1719885293273203457&amp;postID=158501354289516134' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1719885293273203457/posts/default/158501354289516134'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1719885293273203457/posts/default/158501354289516134'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://tummabuddha.blogspot.com/2008/04/blog-post_11.html' title='# ประวัติของหลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช'/><author><name>Ninchada</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_szvTipqD9Cs/R_-57iJmN2I/AAAAAAAAAAw/LubVbJ1iL3U/s72-c/paragraph__249.gif' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1719885293273203457.post-457097139714151289</id><published>2008-04-07T10:25:00.000-07:00</published><updated>2008-04-07T11:27:42.805-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='# สาเหตุแห่งการปฏิบัติภาวนาไม่เป็นผล'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='# ธรรมะของหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม'/><title type='text'># ธรรมะจาก หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม ( พระธรรมสิงหบุราจารย์ )</title><content type='html'>&lt;span style="color:#006600;"&gt;สาเหตุของการปฏิบัติธรรมไม่สำเร็จ :&lt;/span&gt; วันนี้ ขอนำธรรมะของหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม วัดอัมพวัน จังหวัดสิงห์บุรี มาฝากค่ะ ที่ท่านสอนเปรียบเทียบถึงความไม่สำเร็จแห่งการปฏิบัติของคนเรา อ่านแล้วจับใจ เห็นภาพชัดเจน หลวงพ่อจรัญ ท่านเป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบที่สอนทุกคนให้ปฏิบัติธรรมกันอย่างจริง ๆ จัง ๆ ท่านสอนให้คนเรานั้น เมื่อลงมือปฏิบัติแล้วก็ต้องเอาจริง ทำจริง อย่างที่ท่านสั่ง ให้ทำตามทุกวันอย่างเสมอต้นเสมอปลาย จึงจะเห็นผลของการปฏิบัติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_szvTipqD9Cs/R_piGmTu_5I/AAAAAAAAAAg/AKknJxHFUzU/s1600-h/%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%8D-001.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5186565786372603794" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_szvTipqD9Cs/R_piGmTu_5I/AAAAAAAAAAg/AKknJxHFUzU/s320/%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%8D-001.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;โดยท่านเปรียบว่า &lt;span style="color:#006600;"&gt;"บุคคลที่ปฏิบัติไม่เสมอต้นเสมอปลาย ไม่เอาไหน เมื่อปฏิบัติไปได้สักหน่อยก็เลิก ปฏิบัติธรรมบ้างไม่ปฏิบัติธรรมบ้าง พอปฎิบัติไปไม่เห็นผลของการปฏิบัติ ก็จะบ่นนั้นบ่นนี่อยู่เรื่อย ว่าทำไมการปฏิบัติธรรมของตนนั้น ไม่เห็นผลสักที ท่านจึงเปรียบบุคคลที่ปฏิบัติธรรมแบบนี้ว่าเป็นเหมือนห้วงน้ำที่ขาดเป็นห้วง ๆ เรือก็เดินไม่ได้ ถ้าเป็นถนนที่ขาดเป็นช่วง ๆ รถก็เดินไม่ได้ เขาเรียกว่า คนไม่ดี เพราะว่าปฏิบัติไม่เสมอต้นเสมอปลาย"&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากประสบการณ์ ของ การปฏิบัติธรรมจึงทำให้ทราบว่า เป็นอย่างที่ท่านสอนไว้จริง ๆ ค่ะ เพราะถ้าปฏิบัติธรรมไม่เสมอต้นเสมอปลาย ผลของการปฏิบัติมันจะไม่เกิด ต่อให้ยามตั้งใจปฏิบัติจะทุ่มเทเต็มที่ แต่เมื่อยามจะหยุดปฏิบัติก็ทิ้งการปฏิบัติไปเลย มันก็ไม่มีประโยชน์ถ้าทำแบบนี้บ่อย ๆ ตัวเราเองนั่นหล่ะค่ะที่จะรู้สึกว่าทำไมเหมือนย้ำอยู่กับที่ไม่ไปไหนสักที ซึ่งสู้พวกปฏิบัติแบบน้อย ๆ ไม่เร่งรีบแต่เขาปฏิบัติเสมอต้นเสมอปลายเป็นเวลาทุกวันไม่ได้ เขาก็จะปฏิบัติก้าวหน้าและได้ดีกว่าเรา เมื่อเราเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับบุคคลเหล่านั้น เราก็จะรู้สึกท้อแท้ส่งผลทำให้จิตเราไม่สงบก็ยิ่งไปกันใหญ่ ครูบาอาจารย์มักจะสอนและเตือนดิฉันว่า อย่าปฏิบัติธรรมแบบเส้นกราฟ หรือ ลูกคลื่น คือ ยามตั้งใจปฏิบัติก็เร่งปฏิบัติทุ่มเทจนแบบทิ้งชีวิต แต่ยามไม่ปฏิบัติธรรมก็ทิ้งการปฏิบัติเลย มันจะทำให้การปฏิบัติธรรมของเราไม่ก้าวหน้า ดังนั้น ใครกำลังปฏิบัติธรรมแบบนี้อยู่ เลิกเถอะนะค่ะ เดี๋ยวจะเจ็บปวดหัวใจอย่างที่ดิฉันเป็น เพราะต่อให้เพื่อน ๆ ปฏิบัติธรรมไป 20 ปี 30 ปี หรือตลอดชีวิต ถ้ายังคงปฏิบัติธรรมแบบนี้มันก็เสียดายเวลาค่ะ และที่สำคัญการปฏิบัติธรรมไม่เสมอต้นเสมอปลาย ก็เป็นการเสียสัจจะในการปฏิบัติธรรมไปโดยปริยาย ถ้าจะเปรียบเหมือนนักกีฬาก็ต้องฝึกซ้อมอย่างเสมอต้นเสมอปลายเช่นกัน มิฉะนั้น จะไปลงแข่งขันสู่คนอื่นได้ ได้อย่างไรกัน แต่ถ้าหากใครปฏิบัติเสมอต้นเสอมปลายอยู่แล้วรับรองว่าผลแห่งความสำเร็จรออยู่ข้างหน้าแน่นอนเลยค่ะ ....โชคดีทุก ๆ คนค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;span style="color:#cc6600;"&gt;บทความเดิมก่อนหน้านี้ :&lt;/span&gt; &lt;span style="color:#333333;"&gt;&lt;a href="http://tummabuddha.blogspot.com/2008/04/blog-post.html"&gt;ธรรมะ ของ หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1719885293273203457-457097139714151289?l=tummabuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://tummabuddha.blogspot.com/feeds/457097139714151289/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=1719885293273203457&amp;postID=457097139714151289' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1719885293273203457/posts/default/457097139714151289'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1719885293273203457/posts/default/457097139714151289'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://tummabuddha.blogspot.com/2008/04/blog-post_07.html' title='# ธรรมะจาก หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม ( พระธรรมสิงหบุราจารย์ )'/><author><name>Ninchada</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_szvTipqD9Cs/R_piGmTu_5I/AAAAAAAAAAg/AKknJxHFUzU/s72-c/%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%8D-001.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1719885293273203457.post-3755293398734824499</id><published>2008-04-05T11:28:00.000-07:00</published><updated>2008-04-07T11:30:13.579-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='# ธรรมะของหลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช'/><title type='text'># สร้างเว็บบล็อคเพื่อระลึกถึงธรรมะและพระคุณ ของ หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;font-size:130%;color:#336666;"&gt;&lt;strong&gt;หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช พระอริยสงฆ์ที่ช่วยชีวิตฉัน&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; ตั้งใจมานานแล้วค่ะ วันนี้ได้สร้างเว็บบล็อคเพื่อน้อมรำลึกถึงธรรมะและพระคุณ ของ หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช แห่งวัดป่าน้ำริน จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งท่านเป็นพระอริยสงฆ์เป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบรูปหนึ่ง ทำไมต้องเลือกธรรมะของหลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช มาเปิดตัวเว็บบล็อคแห่งนี้ ทั้งนี้ ก็เพราะท่านเป็นผู้มีบุญคุณเหนือชีวิตของดิฉัน ถึงแม้วันนี้หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช จะละทิ้งสังขารของท่านไปแล้วก็ตาม แต่ธรรมะที่ท่านเคยสอนดิฉัน ยังคงก้องอยู่ในความทรงจำของดิฉันไม่เคยลืมเลือน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_szvTipqD9Cs/R_fXkWTu_4I/AAAAAAAAAAM/iIT_KxCeEZw/s1600-h/paragraph__741.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5185850515404029826" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_szvTipqD9Cs/R_fXkWTu_4I/AAAAAAAAAAM/iIT_KxCeEZw/s320/paragraph__741.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดิฉัน จึงอยากนำธรรมะของหลวงปู่มหาปราโมทย์ มาถ่ายทอดให้เพื่อน ๆ ได้รับทราบกัน หากใครได้เข้ามา ณ ที่แห่งนี้ ได้อ่านธรรมะของหลวงปู่มหาปราโมทย์ แล้วนำไปปฏิบัติ แล้วสามารถพัฒนาจิตของตนในทางธรรมให้สูงขึ้นได้ บุญกุศลที่เกิดขึ้นจากการถ่ายทอดธรรมะนี้ ดิฉัน ขอถวายให้หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช ค่ะ ธรรมะที่ดิฉันเคยกราบเรียนถามหลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช จะเป็นคำถามสั้น ๆ และท่านก็ตอบสั้น ๆ แต่ความหมายนั้น ลึกซื้งมากค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#cc6600;"&gt;ดิฉันถาม :&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; &lt;span style="color:#006600;"&gt;"หลวงปู่ค่ะคนเราเสียสละอะไรจึงจะเป็นการเสียสละที่สูงสุดค่ะ" &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#cc6600;"&gt;หลวงปู่มหาปราโมทย์ตอบ :&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; &lt;span style="color:#006600;"&gt;"ก็เสียสละสุข เสียสละทุกข์ ยังไงเล่า" &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;นี่หล่ะค่ะ ธรรมะสั้น ๆ แต่มีค่ามาก เพื่อน ๆ อ่านแล้วพิจารณาตามนะค่ะ เพราะการเสียสละสุข และเสียสละทุกข์ คนเราทำได้กี่คน ส่วนใหญ่คนเราจะขอแต่ให้ตนเองและคนที่ตนรักมีความสุข แต่ความทุกข์อยากจะสลัดให้มันไปไกล ๆ "สลัดทุกข์" ไม่ใช่ "สละทุกข์" คำสองคำนี้ความหมายต่างกันมากนะค่ะ ใครทำได้ คำว่า "พ้นทุกข์" ไม่ไปไหนไกลแน่นอนค่ะ...วันนี้แค่นี้ก่อนนะค่ะ แล้วจะนำธรรมะ และเรื่องราวดี ๆ มาบอกเล่าให้เพื่อน ๆ ได้อ่านกันอีกค่ะ&lt;/p&gt;&lt;p align="center"&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;"จงเสียสละซึ่งสุขและทุกข์เสียเถิด...แล้วเจ้าจะพ้นจากทุกข์"&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1719885293273203457-3755293398734824499?l=tummabuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://tummabuddha.blogspot.com/feeds/3755293398734824499/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=1719885293273203457&amp;postID=3755293398734824499' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1719885293273203457/posts/default/3755293398734824499'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1719885293273203457/posts/default/3755293398734824499'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://tummabuddha.blogspot.com/2008/04/blog-post.html' title='# สร้างเว็บบล็อคเพื่อระลึกถึงธรรมะและพระคุณ ของ หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช'/><author><name>Ninchada</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_szvTipqD9Cs/R_fXkWTu_4I/AAAAAAAAAAM/iIT_KxCeEZw/s72-c/paragraph__741.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry></feed>
