วันนี้ได้รวบรวมความรู้เรื่องกฎแห่งกรรม ผลแห่งกรรม ประเภทของกรรม และวิธีการแก้กรรม มาบอกเล่าให้ทราบ .ซึ่งทุกท่านคงจะต้องเคยได้ยินประโยคที่กล่าวไว้ว่า "สรรพชีวิต มีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นผู้ให้ผล มีกรรมเป็นผู้อาศัย มีกรรมเป็นผู้ติดตาม มีกรรมเป็นทายาท เมื่อทำกรรมอันใดไว้จะต้องได้รับผลแห่งกรรมนั้น สืบไป" ประโยคนี้กล่าวไม่ผิดสักนิด เพราะตลอดชีวิตของดิฉัน ได้สัมผัสทั้งกรรมดีและกรรมชั่วมาไม่น้อย ไม่ว่าจะกระทำไปด้วยความตั้งใจ หรือไม่ได้ตั้งใจ ไร้เดียงสาด้วยความเป็นเด็กหรือไม่ หรือกระทำเพราะหน้าที่ ขึ้นชื่อว่า "กฎแห่งกรรม กรรม และ ผลแห่งกรรม" แล้วนั้น ไม่มีคำกล่าวอ้างหรือเหตุผลใด ๆ มายุติกรรมผลแห่งกรรมได้เลย และผลแห่งกรรมก็ไม่ต้องรอชาติหน้า ทั้งกรรมดีและกรรมไม่ดีก็สามารถส่งผลให้ผู้กระทำกรรมได้รับผลให้เห็นในชาติปัจจุบันได้ ดังนั้น วันนี้ ก่อนที่จะบอกเล่าหรือถ่ายถอดถึงประสบการณ์ของชีวิต ที่ได้กระทำกรรมอันใดไว้ รวมทั้งผลของกรรมที่ได้รับแล้วจากกรรมที่ได้กระทำไป นั้น ดิฉัน ขอนำข้อมูลเกี่ยวกับประเภทของกรรมมาบอกเล่าให้อ่านกันก่อนนะค่ะ
กรรมทีปนี ( กรรม 12 อย่าง ) โดย ท่านเจ้าคุณ พระเทพมุนี ( วิลาศ ญาณวโร ป.ธ.9 )
1) กฎแห่งกรรมและผลของกรรม : กรรมพาให้เกิด ( ชนกกรรม ) > ซึ่งเป็นกรรมที่พาให้เกิดดีหรือไม่ดี
2) กฎแห่งกรรมและผลของกรรม : กรรมสนับสนุน หรือ กรรมอุปถัมภ์ ( อุปัตถัมภกรรม ) > กรรมที่สนับสนุนให้ดี หรือ ชั่วยิ่งขึ้น
3) กฎแห่งกรรมและผลของกรรม : กรรมเบียดเบียน ( อุปปีฬกรรม ) > กรรมเบียดเบียนให้ค่อย ๆ ได้ดีหรือล้มเหลว
4) กฎแห่งกรรมและผลของกรรม : กรรมตัดรอน ( อุปฆาตกรรม หรือ อุปเฉทกกรรม ) > กรรมที่ตัดรอนให้ได้ดี หรือ ตกอับในทันที
5) กฎแห่งกรรมและผลของกรรม : กรรมหนัก ( ครุกกรรม ) > กรรมหนักที่แก้ไม่ได้
6) กฎแห่งกรรมและผลของกรรม : กรรมใกล้ตาย ( อาสันนกรรม ) > กรรมที่ให้ผลก่อนตาย
7) กฎแห่งกรรมและผลของกรรม : กรรมที่ทำเป็นประจำ ( อาจิณณกรรม ) > กรรมที่กระทำจนเคยชิน
8) กฎแห่งกรรมและผลของกรรม : กรรมที่สักแต่ว่าทำ หรือ กรรมไม่เจตนา ( กตัตตากรรม ) > กรรมที่ไม่เจตนาสักแต่ว่าทำให้ผลหลังสุด
9) กฎแห่งกรรมและผลของกรรม : กรรมทันตา หรือ กรรมที่ให้ผลชาตินี้ ( ทิฐธรรมเวทนียกรรม ) > กรรมให้ผลชาตินี้เป็นกรรมทันตาเห็น
10) กฎแห่งกรรมและผลของกรรม : กรรมที่ให้ผลชาติหน้า ( อุปปัชชเวทนียกรรม )
11) กฎแห่งกรรมและผลของกรรม : กรรมที่ให้ผลชาติที่ 3 เป็นต้นไป ( อปราปริยเวทนียกรรม )
12) กฎแห่งกรรมและผลของกรรม : กรรมที่ตามไม่ทัน ( อโหสิกรรม )
แล้ววันหน้าจะมาขยายความให้ทราบถึงกฎแห่งกรรมแต่ละประเภทนะค่ะ ว่ากฎแห่งกรรมแต่ละประเภทนั้นหมายถึงกรรมอย่างไร พร้อมตัวอย่างของกรรมค่ะ
บทความก่อนหน้านี้ : ผจญความทุกข์แล้วสะเดาะเคราะห์กรรมได้จริงหรือ?
วันพุธที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2551
วันอาทิตย์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2551
# ผจญความทุกข์แล้วทำการสะเดาะเคราะห์กรรมให้หมดได้จริงหรือ
คนเราเกิดมาย่อมเป็นทุกข์ เมื่อผจญความทุกข์แล้วทำการสะเดาะเคราะห์กรรมให้หมดไปได้จริงหรือ ? หลายคนบอกว่าได้ แต่หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม แห่งวัดอัมพวัน จังหวัดสิงห์บุรี ท่านสอนไว้ว่า เมื่อคนเราเกิดมาแล้วย่อมต้องมีทุกข์กันทุกคน เมื่อผิดหวังในชีวิต...เสียใจ คิดไม่ออก หากไม่เคยสวดมนต์ไหว้พระ เจริญสติปัฏฐาน ๔ ไม่เคยเจริญสมาธิภาวนา...ก็จะแก้ปัญหาในชีวิตของตนไม่ได้ เลยทำให้คนเรานั้น เป็นโรคไม่เคยมีความสุขในสมอง เรียกว่าโรคทันสมัย เป็นโรคประสาท
เมื่อมีความทุกข์ในชีวิต ก็หวังให้พระทำพิธีสะเดาะเคราะห์กรรมของตนเอง มีคนมากมายไปที่วัดหลวงพ่อจรัญ บอกพระให้สะเดาะเคราะห์ให้ ไม่อย่างนั้นตนจะต้องตาย แล้วถามว่าวัดอัมพวัน สะเดาะเคราะห์ได้ไหม? หลวงพ่อจรัญ ท่านบอกว่า วัดอัมพวัน สะเดาะเคราะห์ไม่เป็น แล้วหลวงพ่อจรัญ ก็สอนต่อไปว่า...อย่าโง่เลย คนเราเกิดมาแล้วสะเดาะเคราะห์แล้วไม่ต้องตายหรือ ? คนเรานั้น เกิดมาก็เพื่อรอเวลาตายกันทุกคน "ได้มาเพื่อรอเวลาเสีย มีเพื่อรอเวลาหมด เจอกันก็เพื่อรอเวลาจะจากกันไป"
ณ บัดนี้ สามีภรรยาคบกันแล้ว มีลูกด้วยกันก็ต้องรอเวลาอีก จะต้องพลัดพรากจากของอันเป็นที่รักที่ชอบใจกันทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่มีวันกลับมาแน่ ทำไมโง่อย่างนี้ สะเดาะเคราะห์ให้มีอายุยืนได้หรือ ?
คนมีธรรมะ ชีวิตนี้ไม่มีความทุกข์ ! กาลเวลานั้น ผ่านไปอย่างรวดเร็ว นั้นก็คือชีวิตนั่นเอง วันเวลาคร่าชีวิตเราให้หมดไปสิ้นไป เมื่อเวลาหมดไปแล้วชีวิตก็หมดค่าเวลาหามีประโยชน์ไม่ เพราะเราไม่ได้สร้างชีวิตนี้ให้มีประโยชน์ต่อกิจประจำวันและในหน้าที่การงานที่เรารับผิดชอบแต่ประการใด จุดมุ่งหมายอันนั้น พระพุทธเจ้าสอนเราทั้งหลายว่า ตั้งแต่วันเกิดมาจนกระทั่งวันตาย สอนให้เราช่วยตัวเอง สอนให้เราพึ่งพาตัวเอง ตนต้องเป็นที่พึ่งแห่งตน คนอื่นช่วยเราไม่ได้เป็นที่พึ่งให้เราไม่ได้แน่ และแนวทางพัฒนาจิตให้เราเดินทางไม่พลาดผิดในมรรคา ให้เราสอนตัวเอง แนะแนวทางตัวเองให้เจริญรุ่งเรือง
พระพุทธเจ้าดำเนินวิถีชีวิตและช่วยเหลือชาวโลกให้พ้นจากกองทุกข์นานาประการได้ แล้วสอนให้พวกเราแก้ปัญหาชีวิต ดำเนินวิถีชีวิตไปสู่นิพพานด้วยสันติภาพและสันติสุข สอนให้เรามีความสุข ปราศจากทุกข์ สอนให้เรามีคติธรรม พระพุทธเจ้า "สอนให้เราเดินทางสายกลาง คือ ตรงกลาง...อดีตไม่รื้อฟื้นเป็นความฝันที่ผ่านไป อนาคตยังไม่แน่นอนอย่าจับให้มั่นครั้นให้ตาย จะผิดหวังเสียใจตลอดชีวิต" ท่านสอนอย่างนั้น ทำอะไรก็ให้เอาปัจจุบันมาเป็นหลัก พระพุทธเจ้าสอนให้เกิดสันติสุข เกิดความสุขความเจริญในชีวิตนี้แน่นอน ไม่ได้สอนให้เกิดหายนะ แล้วทำลายทรัพย์สมบัติกัน...หามีไม่
หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม ท่านสอนให้เจริญกรรมฐาน จะทำให้มีปัญญาแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตได้
ถ้าหากบุคคลใดเจริญกรรมฐาน สวดมนต์ภาวนาได้ผลดีแล้ว จะทำให้บุคคลนั้นมีความรับผิดชอบสูงขึ้น เมื่อมีความรับผิดชอบสูงขึ้นแล้ว ก็จะส่งผลให้หน้าที่การงานดี เงินทองก็จะดีตามมา การปฏิบัติกรรมฐานจะมีประโยชน์ในกิจประจำวันมากมาย ท่านสอนให้เราปฏิบัติกรรมฐานทุกวัน หากบ้านไหนสามีภรรยาชอบทะเลาะกัน สามีเจ้าชู้ ลูกเกเรไม่ตั้งใจเรียนหนังสือ ถ้ามาเจริญกรรมฐาน สวดมนต์ภาวนาสม่ำเสมอทุกวันไม่ให้ขาด บ้านนั้นสามีภรรยาก็จะเลิกทะเลาะกัน ลูกก็จะไม่เกเรและตั้งใจเรียนหนังสือ ครอบครัวก็จะอยู่กันอย่างสงบสุข คนมีธรรมะ ชีวิตนี้ไม่มีทุกข์ คนที่มีธรรมะประจำใจจะมีอารมณ์ดี ยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่เสมอภายใน ถึงหน้าตาขรึมเหมือนคนเครียด แต่ข้างในเขายิ้มข้างในจิตใจเขาเบิกบาน ชีวิตนี้ไม่มีทุกข์เขามีแต่ความสุขอยู่ภายใน เมื่อไปทำอะไรก็จะเจริญรุ่งเรืองวัฒนาสถาพรตลอดเวลา ดังนั้น ถ้าเพื่อน ๆ กำลังมีความทุกข์อยู่ไม่ว่าเรื่องใด ๆ ก็ตาม หากปฏิบัติตามที่ท่านสอนชีวิตนี้ก็จะไม่มีความทุกข์ค่ะ
บทความก่อนหน้านี้ : ประวัติ ของ หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช
เมื่อมีความทุกข์ในชีวิต ก็หวังให้พระทำพิธีสะเดาะเคราะห์กรรมของตนเอง มีคนมากมายไปที่วัดหลวงพ่อจรัญ บอกพระให้สะเดาะเคราะห์ให้ ไม่อย่างนั้นตนจะต้องตาย แล้วถามว่าวัดอัมพวัน สะเดาะเคราะห์ได้ไหม? หลวงพ่อจรัญ ท่านบอกว่า วัดอัมพวัน สะเดาะเคราะห์ไม่เป็น แล้วหลวงพ่อจรัญ ก็สอนต่อไปว่า...อย่าโง่เลย คนเราเกิดมาแล้วสะเดาะเคราะห์แล้วไม่ต้องตายหรือ ? คนเรานั้น เกิดมาก็เพื่อรอเวลาตายกันทุกคน "ได้มาเพื่อรอเวลาเสีย มีเพื่อรอเวลาหมด เจอกันก็เพื่อรอเวลาจะจากกันไป"
ณ บัดนี้ สามีภรรยาคบกันแล้ว มีลูกด้วยกันก็ต้องรอเวลาอีก จะต้องพลัดพรากจากของอันเป็นที่รักที่ชอบใจกันทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่มีวันกลับมาแน่ ทำไมโง่อย่างนี้ สะเดาะเคราะห์ให้มีอายุยืนได้หรือ ?
คนมีธรรมะ ชีวิตนี้ไม่มีความทุกข์ ! กาลเวลานั้น ผ่านไปอย่างรวดเร็ว นั้นก็คือชีวิตนั่นเอง วันเวลาคร่าชีวิตเราให้หมดไปสิ้นไป เมื่อเวลาหมดไปแล้วชีวิตก็หมดค่าเวลาหามีประโยชน์ไม่ เพราะเราไม่ได้สร้างชีวิตนี้ให้มีประโยชน์ต่อกิจประจำวันและในหน้าที่การงานที่เรารับผิดชอบแต่ประการใด จุดมุ่งหมายอันนั้น พระพุทธเจ้าสอนเราทั้งหลายว่า ตั้งแต่วันเกิดมาจนกระทั่งวันตาย สอนให้เราช่วยตัวเอง สอนให้เราพึ่งพาตัวเอง ตนต้องเป็นที่พึ่งแห่งตน คนอื่นช่วยเราไม่ได้เป็นที่พึ่งให้เราไม่ได้แน่ และแนวทางพัฒนาจิตให้เราเดินทางไม่พลาดผิดในมรรคา ให้เราสอนตัวเอง แนะแนวทางตัวเองให้เจริญรุ่งเรือง
พระพุทธเจ้าดำเนินวิถีชีวิตและช่วยเหลือชาวโลกให้พ้นจากกองทุกข์นานาประการได้ แล้วสอนให้พวกเราแก้ปัญหาชีวิต ดำเนินวิถีชีวิตไปสู่นิพพานด้วยสันติภาพและสันติสุข สอนให้เรามีความสุข ปราศจากทุกข์ สอนให้เรามีคติธรรม พระพุทธเจ้า "สอนให้เราเดินทางสายกลาง คือ ตรงกลาง...อดีตไม่รื้อฟื้นเป็นความฝันที่ผ่านไป อนาคตยังไม่แน่นอนอย่าจับให้มั่นครั้นให้ตาย จะผิดหวังเสียใจตลอดชีวิต" ท่านสอนอย่างนั้น ทำอะไรก็ให้เอาปัจจุบันมาเป็นหลัก พระพุทธเจ้าสอนให้เกิดสันติสุข เกิดความสุขความเจริญในชีวิตนี้แน่นอน ไม่ได้สอนให้เกิดหายนะ แล้วทำลายทรัพย์สมบัติกัน...หามีไม่
หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม ท่านสอนให้เจริญกรรมฐาน จะทำให้มีปัญญาแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตได้
ถ้าหากบุคคลใดเจริญกรรมฐาน สวดมนต์ภาวนาได้ผลดีแล้ว จะทำให้บุคคลนั้นมีความรับผิดชอบสูงขึ้น เมื่อมีความรับผิดชอบสูงขึ้นแล้ว ก็จะส่งผลให้หน้าที่การงานดี เงินทองก็จะดีตามมา การปฏิบัติกรรมฐานจะมีประโยชน์ในกิจประจำวันมากมาย ท่านสอนให้เราปฏิบัติกรรมฐานทุกวัน หากบ้านไหนสามีภรรยาชอบทะเลาะกัน สามีเจ้าชู้ ลูกเกเรไม่ตั้งใจเรียนหนังสือ ถ้ามาเจริญกรรมฐาน สวดมนต์ภาวนาสม่ำเสมอทุกวันไม่ให้ขาด บ้านนั้นสามีภรรยาก็จะเลิกทะเลาะกัน ลูกก็จะไม่เกเรและตั้งใจเรียนหนังสือ ครอบครัวก็จะอยู่กันอย่างสงบสุข คนมีธรรมะ ชีวิตนี้ไม่มีทุกข์ คนที่มีธรรมะประจำใจจะมีอารมณ์ดี ยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่เสมอภายใน ถึงหน้าตาขรึมเหมือนคนเครียด แต่ข้างในเขายิ้มข้างในจิตใจเขาเบิกบาน ชีวิตนี้ไม่มีทุกข์เขามีแต่ความสุขอยู่ภายใน เมื่อไปทำอะไรก็จะเจริญรุ่งเรืองวัฒนาสถาพรตลอดเวลา ดังนั้น ถ้าเพื่อน ๆ กำลังมีความทุกข์อยู่ไม่ว่าเรื่องใด ๆ ก็ตาม หากปฏิบัติตามที่ท่านสอนชีวิตนี้ก็จะไม่มีความทุกข์ค่ะ
บทความก่อนหน้านี้ : ประวัติ ของ หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช
วันศุกร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2551
# ประวัติของหลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช
ประวัติหลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช : ขอนำประวัติของพระอริยสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ซึ่งเป็นประวัติโดยย่อ มาฝากเพื่อน ๆ กัลยาณมิตรทุก ๆ ท่านค่ะ

# ชาติภูมิ ของ หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช
ท่านหลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช ได้ถือกำเนิดในตระกูลวังสะจันทานนท์ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2466 ซึ่งตรงกับวันขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3 ปีกุน ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี
# นามเดิม ของ หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช
ท่านหลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช ท่านมีนามเดิมว่า "ปราโมทย์ วังสะจันทานนท์ (หนูแดง)"
# นามบิดามารดา ของ หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช
ท่านหลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช ท่านเป็นบุตรคนเดียวของ คุณพ่อสิงห์คำ วังสะจันทานนท์ และ คุณแม่ทองเพียร วังสะจันทานนท์
# ประวัติบิดาและมารดา ของ หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช
คุณพ่อสิงห์คำ วังสะจันทานนท์ ได้เข้ารับราชการทหาร เป็นนายร้อยทหารบกอยู่ที่ จังหวัดปราจีนบุรี และต่อมาได้สมรสกับคุณแม่ทองเพียร เพ็งทอง ที่บ้านหัวหว้า จังหวัดปราจีนบุรี หลังจากคุณพ่อสิงห์คำได้สมรสกับคุณแม่ทองเพียรแล้ว ทั้งสองก็ได้ย้ายไปอยู่ที่ จังหวัดอุบลราชธานี และคุณแม่ทองเพียรได้ให้กำเนิดบุตรชายซึ่งเป็นเป็นบุตรคนเดียว นั่นก็คือ เด็กชายปราโมทย์ วังสะจันทานนท์ นั้นเอง
กาลต่อมา คุณพ่อสิงห์คำได้เสียชีวิตลง คุณแม่ทองเพียร จึงได้พาเด็กชายปราโมทย์ ย้ายกลับไปอยู่ที่บ้านหัวหว้าอีกครั้ง และเด็กชายปราโมทย์ ก็ได้เข้าเรียนที่โรงเรียนวัดเกาะสมอ บ้านเกาะสมอ จังหวัดปราจีนบุรี
กาลต่อมา คุณแม่ทองเพียร เกิดล้มป่วยลงและได้เสียชีวิต คุณยาย ( ผุย เพ็งทอง ) ได้รับอุปการะเด็กชายปราโมทย์ ไว้
กาลต่อมา คุณยายผุย เพ็งทอง ก็ได้เสียชีวิตลงอีกด้วยโรคชรา ทำให้เด็กชายปราโมทย์ และ เด็กชายแก้ว ดอนมอญ ได้บวชหน้าไฟให้คุณยายผุย เพ็งทอง ที่วัดหัวนา บ้านหัวหว้า จังหวัดปราจีนบุรี ครั้นเมื่อเสร็จงานศพของคุณยายผุย เพ็งทอง แล้ว เด็กชายปราโมทย์ วังสะจันทานนท์ และ เด็กชายแก้ว ดอนมอญ ก็ได้ไปอาศัยอยู่กับน้า ( นางคำสูรย์ สังอรดี ) เด็กชายทั้งสองได้ช่วยน้าประกอบอาชีพ คือ ทำนา ทำไร่ ด้วยความขยัน
ทั้งนี้ เนื่องจาก เด็กชายปราโมทย์ วังสะจันทานนท์ มีอุปนิสัยรักใคร่ใฝ่เรียน จึงได้ออกจากบ้านไปอาศัยอยู่ที่ วัดอุดมวิทยาราม ( โรงเกวียน ) ซึ่งอยู่หลังสถานีรถไฟ จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อเรียนหนังสือ แต่ต่อมาก็ได้บรรพชาเป็นสามเณรที่ วัดอุดมวิทยาราม ( โรงเกวียน ) และย้ายไปจำพรรษาอยู่ที่ วัดมะกอก อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี จากนั้น ก็ได้ขาดการติดต่อกับญาติพี่น้องเป็นเวลาหลายปี
จนกระทั้ง ต่อมา พระภิกษุปราโมทย์ ได้ย้อนกลับไปที่บ้านหัวหว้าอีกครั้ง จึงทำให้ญาติพี่น้องทราบว่าท่านได้ศึกษาเล่าเรียนจนได้เปรียญธรรมหลายประโยค เป็น พระภิกษุ มหาปราโมทย์ ปาโมชโช
# ลำดับญาติพี่น้องของ คุณแม่ทองเพียร วังสะจันทานนท์ ( เพ็งทอง ) มีทั้งหมด 8 คน ได้แก่
1) คุณแม่ทองเพียร เพ็งทอง ( โยมมารดา ของ หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช )
2) นายแพร
3) นางทอง
4) นางชื่น
5) นางคำสูรย์
6) นางเชื่อม
7) นางทองคำ
8) นางสีนวล
นายแก้ว ดอนมอญ เป็นบุตรของนางสีนวล ( น้องคนสุดท้องของ คุณแม่ทองเพียร ) เรียงลำดับแล้ว นายแก้ว ดอนมอญ มีลำดับญาติเป็นผู้พี่ผู้น้อง ของ หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช
# พบหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เป็นครั้งแรก

หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช ได้เล่าว่า ท่านได้เจริญวัดเติบโตที่บ้านหัวหว้า จังหวัดปราจีนบุรี มีผิวพรรณดีมาก หลวงปู่มหาปราโมทย์ ได้ติดตามโยมพ่อสิงห์คำไปที่จังหวัดอุบลราชธานี เพราะโยมพ่อของท่านรับราชการทหารอยู่ที่นั่น และในสมัยเมื่อยังเป็นเด็กนั้นเอง หลวงปู่ปราโมทย์ ท่านได้พบกับ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ที่วัดเลียบ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี และหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ได้เป่ากระหม่อมให้ พอรุ่งเช้าโยมแม่ทองเพียร ก็ได้พาท่านไปใส่บาตรหลวงปู่มั่น ด้วย
# อุปนิสัยการบำเพ็ญทางเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก
เมื่อครั้งที่โยมมารดายังมีชีวิตอยู่ เด็กชายปราโมทย์ ได้ช่วยมารดา ทำไร่ ทำนา ปลูกข้าว มาวันหนึ่งโยมมารดาได้บอกกับเด็กชายปราโมทย์ว่าให้ไปเฝ้าข้าวในนาที่ปลูกไว้ เพื่อไม่ให้นกเข้ามากินข้าวในนา เด็กชายปราโมทย์ ก็ตอบมารดาอย่างสุภาพว่า "ให้นกมันกินแหน่ นกมันบ่ได้เฮ็ดนา" ( ให้นกมันกินหน่อย นกมันไม่ได้ทำนา )
# จำพรรษาที่ วัดป่านิโครธาราม จังหวัดอุดรธานี
หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช ท่านได้มีโอกาสฟังเทศน์ จาก หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ ( แห่งวัดป่านิโครธาราม ) ที่วัดอโศการาม ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ ในขณะนั้น วัดอโศการาม ถือว่าเป็นศูนย์รวมกองทัพธรรม หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช ได้ซาบซึ้งในธรรมปฏิปทาของ หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช จึงได้อธิษฐานจิตว่าถ้ามีโอกาสขอให้ได้ไปพักที่ วัดป่านิโครธาราม

และอีกครั้งหนึ่งหลวงปู่มหาปราโมทย์ ท่านได้เดินธุดงค์ไปจำพรรษาอยู่ที่วัดหลวงปู่ฝั้น อาจาโร พอดี หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ ท่านนั่งรถผ่านมาเจอหลวงปู่มหาปราโมทย์ขณะเดินธุดงค์อยู่ริมถนน หลวงปู่อ่อน จึงได้บอกให้คนขับรถจอดรับหลวงปู่มหาปราโมทย์ขึ้นนั่งรถไปด้วยกัน หลวงปู่มหาปราโมทย์ ท่านได้ปรารภอีกครั้งหนึ่ง ว่าถ้ามีโอกาสจะกลับไปบูรณะปฏิสังขรณ์ วัดป่านิโครธาราม เพราะด้วยความระลึกถึงพระคุณของหลวงปู่อ่อน ญาณสิริ รวมทั้งหลวงปู่มหาปราโมทย์ ท่านได้ยินว่าที่วัดป่านิโครธารามได้สร้างพระอุโบสถสองชั้น คงจะงดงามมาก หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช ได้ไปพักจำพรรษา อยู่ที่วัดป่านิโครธาราม ในครั้งแรก ในปี พ.ศ.2529
หลังออกพรรษาหลวงปู่มหาปราโมทย์ ท่านได้ออกไปเที่ยววิเวกที่ วัดป่าน้ำริน จังหวัดเชียงใหม่ และได้พักจำพรรษาอยู่ที่วัดป่าน้ำริน จังหวัดเชียงใหม่ อยู่หลายพรรษา และต่อมาใน พ.ศ. 2537 หลวงปู่มหาปราโมทย์ ท่านได้ย้ายไปจำพรรษาที่วัดป่านิโครธาราม หลังจากที่ หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ ได้มรณภาพลงแล้ว
# สร้างศาลาการเปรียญ ณ วัดป่านิโครธาราม
หลวงปู่มหาปราโมทย์ ได้พักจำพรรษา ร่วมกับ หลวงพ่อศรีนวล ขันติธโร เจ้าอาวาสวัดป่านิโครธาราม ( ในขณะนั้น ) และหลวงปู่บุญรอด อธิปุญโญ จนกระทั่ง ในพรรษาที่พระอาจารย์ศรีนวล ได้ดำริว่าจะทำการซ่อมแซมหลังคาศาลาการเปรียญใหม่ โดยขอให้หลวงปู่มหาปราโมทย์ ช่วยเมตตาในการซ่อมแซมครั้งนี้ หลวงปู่มหาปราโมทย์ ได้รับนิมนต์ไปฉันท์ภัตตาหารที่บ้านโยมในกรุงเทพฯ ท่านได้พูดถึงเรื่องที่จะซ่อมแซมหลังคาศาลาการเปรียญใหม่ให้โยมฟัง โยมก็มีจิตศรัทธาที่จะช่วยซ่อมแซมหลังคา และได้รวบรวมปัจจัยในการซ่อมหลังคาครั้งนั้น โดยหลวงปู่มหาปราโมทย์ ได้ส่งปัจจัยผ่านทางธนาคาร เข้าไปที่บัญชีวัดป่านิโครธาราม
ตั้งแต่นั้นมาคณะศิษย์ ก็ได้นำกฐินมาทอดถวายหลวงปู่มหาปราโมทย์ ในการซ่อมแซมหลังคาจนสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี แล้วได้มีการฉลองศาลาครั้งใหญ่ ในปี พ.ศ. 2537 และหลังจากนั้น หลวงปู่มหาปราโมทย์ ก็ได้อยู่จำพรรษาที่วัดป่านิโครธารามมาโดยตลอด และได้เริ่มก่อสร้างปฏิสังขรณ์วัดป่านิโครธารามดังที่ท่านเคยได้อธิษฐานเมื่อครั้งพบกับหลวงปู่อ่อน ญาณสิริ ในขณะที่เดินทางไปวัดหลวงปู่ฝั้น อาจาโร และการก่อสร้างหลวงปู่ท่านจะมอบภาระให้หลวงพ่อศรีนวล ในภาระต่าง ๆ ที่หลวงปู่ปราโมทย์มอบให้ หลวงปู่จะเรียกหลวงพ่อศรีนวลว่า "ท่านพระครู"
ต่อมา เมื่อปี พ.ศ. 2538 หลวงปู่ได้สร้างกุฎีรัตนมุณี ซึ่งใช้เป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต เพื่อไว้เป็นที่สักการะบูชาของญาติโยม โดยได้เริ่มก่อสร้างวิหารปาโมชโชอนุสรณ์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 และได้มีการฉลองวิหารปาโมชโชอนุสรณ์ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี พ.ศ. 2547
หลังจากนั้น หลวงพ่อศรีนวล ขันติธโร เจ้าอาวาสวัดป่านิโครธาราม ได้อาพาธหนัก และถึงแก่มรณภาพลง เมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2547 หลวงปู่ได้ถวายเพลิงศพพระครูภาวนาสังวรคุณ ( หลวงพ่อศรีนวล ขันติธโร ) ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2547 เป็นที่เรียบร้อย
ในขณะเดียวกัน ที่วัดป่านิโครธาราม ก็ได้แต่งตั้งให้ หลวงพ่อประสิทธิ์ ปุญญมากโร เป็นเจ้าอาวาสแทนหลวงพ่อศรีนวล ขันติธโร ส่วนหลวงพ่อจันทร์เรียน คุณวโร หลวงพ่อบุญรอด อธิปุญโญ เป็นรองเจ้าอาวาส และพระอาจารย์รื่น ฐิตธัมโม เป็นผู้ดูแลรักษาการ
หลวงพ่อบุญรอด อธิปุญโญ ไปกราบเยี่ยมหลวงปู่มหาปราโมทย์ อยู่เสมอ เพราะกลัวหลวงปู่จะเหงา หลวงพ่อประสิทธิ์ ปุญญมากโร ท่านก็เดินทางไปกราบเยี่ยมหลวงปู่อยู่เรื่อย ๆ ตลอดพรรษาหลวงปู่ไม่ได้ลงฉันอาหารที่ศาลา เพราะสุขภาพของท่านไม่แข็งแรง แต่หลวงปู่จะออกรับบิณฑบาตรมิได้ขาด หลวงปู่ท่านเมตตาเด็กนักเรียนและชาวบ้านหนองบัวบานมาก ท่านจะมีวิธีสอนเด็ก ๆ ให้รู้จักไหว้พระทำบุญตักบาตรตอนเช้าก่อนไปโรงเรียนแบบง่าย ๆ โดยหลวงปู่ให้ค่าขนมสำหรับเด็กที่มาทำบุญตักบาตรอยู่เป็นประจำ ทำให้เด็ก ๆ รู้จักทำบุญให้ทาน หลวงปู่มหาปราโมทย์ เป็นผู้ที่มีความเมตตากรุณาในการเสียสละมาก ขณะเดียวกัน สังขารร่างกายของหลวงปู่ก็ไม่ค่อยแข็งแรง ลูกศิษย์ลูกหาที่เดินทางมาจากต่างจังหวัดไกล ๆ หลวงปู่ก็ยังมีเมตตาออกมาต้อนรับ หลวงปู่บอกว่า "สงสารเขา เขามาไกล" และหลวงปู่ชอบนำขนมปังไปเลี้ยงปลาที่กุฎิรัตนมุณี ในยามบ่าย ๆ เป็นกิจวัตรประจำของท่าน
# อาการอาพาธ ของ หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช
จนมาถึงต้นปี พ.ศ. 2548 ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 หลวงปู่ได้อาพาธหนักมาก คณะลูกศิษย์ได้นำหลวงปู่ส่งโรงพยาบาลเอกอุดร ขณะนั้น หลวงปู่มีอาการหืด หอบ ร่างกายช็อคจนเกือบหมดสติ หลวงปู่ได้พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเอกอุดร ที่ห้อง ไอ ซี ยู หลวงปู่อ่อนสา สุขกาโร ก็ไปเยี่ยมเป็นประจำ อาการของหลวงปู่ดีขึ้น และได้ย้ายขึ้นไปพักที่ชั้น 7 ของโรงพยาบาลเอกอุดร และต่อมาอีกไม่กี่วันอาการของหลวงปู่ก็ได้ทรุดหนักลงไปอีก จนได้เข้ารับการรักษาที่ ห้อง ไอ ซี ยู อีกครั้ง ไปจนถึงวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2548 รวมอยู่รักษาอาการ ที่ โรงพยาบาลเอกอุดร เป็นเวลา 33 วัน
ต่อมา ได้ย้ายหลวงปู่มหาปราโมทย์ ไปพักรักษาอาการที่ โรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี โดยอาการของหลวงปู่ ได้ทรุดหนักกว่าเดิม โดยมีอาการบวมตามร่างกาย หมอให้การรักษาจนอาการของหลวงปู่ดีขึ้น โดยสามารถพูดคุยกับพระเณร และพูดคุยกับญาติโยมที่ไปเยี่ยมได้ ในช่วงระยะนี้ สติของหลวงปู่จะดีมาก รวมเวลาพักรักษาตัว ที่ โรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี 11 วัน
พอมาถึงวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2548 ความดันของหลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช ก็ลดต่ำลงประมาณ 53:27 หมอได้ให้น้ำเกลือและเลือด พร้อมทั้งยาเพิ่มความดัน จนความดันของหลวงปู่เพิ่มสูงขึ้น แต่ไม่ถึงเกณฑ์ปกติ ประมาณ 90 หมอให้รอดูอาการอีกประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้น เห็นอาการหลวงปู่ดีขึ้น ช่วงแรกที่ความดันลดลงหลวงปู่จะไม่รับรู้อะไร มีอาการตาลอด พอความดันเพิ่มขึ้นท่านก็ยกมือขึ้นลืมตาดูได้เหมือนปกติ
# หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช ละสังขาร
หลวงปู่มหาปราโมทย์ รับรู้ดี มีสติมาก เมื่อนิมนต์ท่านกลับวัดท่านก็รับ โดยให้ท่านจับมือบีบมือนิมนต์ 2 ครั้ง ท่านก็รับ 2 ครั้ง เมื่อจัดเตรียมสัมภาระเสร็จก็นิมนต์หลวงปู่ท่านขึ้นรถโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี ช่วงที่อยู่ในรถท่านก็มีสติบริบูรณ์ดีทุกอย่าง พอคุยกับท่าน ท่านก็รับรู้ดีมาตลอดระยะทาง พอมาถึงวิหารปาโมชโชอนุสรณ์ ณ วัดป่านิโครธาราม ก็ได้นิมนต์ท่านพักที่เตียงพยาบาลที่เตรียมไว้ ท่านก็พัก ประมาณ 20 นาที จึงได้ละสังขารลงอย่างสงบ

หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช ท่านละสังขารอย่างสงบ ด้วยอาการโรคหัวใจโต ปอดติดเชื้อ ไตวาย และถุงลมโป่งพอง ณ วิหารปาโมชโชนุสรณ์ เมื่อวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2548 เมื่อเวลา 19.25 น. ระยะเวลาที่หลวงปู่พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลรวม 44 วัน สิริอายุรวม 82 ปี พรรษา 61 และถวายพระเพลิงศพ เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2548
# อัฐิธาตุ ของ หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช แปรสภาพเป็นพระธาตุเหมือนดั่งพระธาตุพระอรหันต์
หลังจากที่ หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช ได้ละสังขาร เมื่อวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2548 และได้มีการถวายเพลิงศพท่าน ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2548 หลังจากนั้น มีศิษย์บางรายได้มีโอกาสได้รับผงอังคาร และอัฐิธาตุชิ้นเล็ก ๆ ไปบูชาปรากฎว่า ได้แปรสภาพเป็นพระธาตุเหมือนดั่งพระธาตุพระอรหันต์สาวกเจ้าทั้งหลายเพียงเวลาเพียงชั่วข้ามคืนเดียว อัฐิมีลักษณะขาวบริสุทธิ์ บางชิ้นเกือบจะเป็นแก้ว พระพระธาตุงอกออกมาจากอัฐิ อัฐิมีลักษณะฟูตัว ตกผลึก พระธาตุมีลักษณะกลมเหมือนเม็ดสาคู มีหลากสี นอกจากนี้ ยังพบเศษจีวรที่ไม่ไหม้ไฟอีกด้วย นี่คือภาพบางส่วน

ข้อมูลประวัติหลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช ส่วนหนึ่งคัดลอกย่อมาจาก "หนังสือปาโมชโชนุสรณ์"
บทความเดิมก่อนหน้านี้ : ธรรมะของหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม
***ประวัติและปฏิปทาหลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช***
แห่ง วัดป่านิโครธาราม ตำบลหมากหญ้า อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี ( หรือ แต่เดิม ได้จำพรรษา ณ วัดป่าน้ำริน จังหวัดเชียงใหม่ )
# ชาติภูมิ ของ หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช
ท่านหลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช ได้ถือกำเนิดในตระกูลวังสะจันทานนท์ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2466 ซึ่งตรงกับวันขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3 ปีกุน ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี
# นามเดิม ของ หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช
ท่านหลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช ท่านมีนามเดิมว่า "ปราโมทย์ วังสะจันทานนท์ (หนูแดง)"
# นามบิดามารดา ของ หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช
ท่านหลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช ท่านเป็นบุตรคนเดียวของ คุณพ่อสิงห์คำ วังสะจันทานนท์ และ คุณแม่ทองเพียร วังสะจันทานนท์
# ประวัติบิดาและมารดา ของ หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช
คุณพ่อสิงห์คำ วังสะจันทานนท์ ได้เข้ารับราชการทหาร เป็นนายร้อยทหารบกอยู่ที่ จังหวัดปราจีนบุรี และต่อมาได้สมรสกับคุณแม่ทองเพียร เพ็งทอง ที่บ้านหัวหว้า จังหวัดปราจีนบุรี หลังจากคุณพ่อสิงห์คำได้สมรสกับคุณแม่ทองเพียรแล้ว ทั้งสองก็ได้ย้ายไปอยู่ที่ จังหวัดอุบลราชธานี และคุณแม่ทองเพียรได้ให้กำเนิดบุตรชายซึ่งเป็นเป็นบุตรคนเดียว นั่นก็คือ เด็กชายปราโมทย์ วังสะจันทานนท์ นั้นเอง
กาลต่อมา คุณพ่อสิงห์คำได้เสียชีวิตลง คุณแม่ทองเพียร จึงได้พาเด็กชายปราโมทย์ ย้ายกลับไปอยู่ที่บ้านหัวหว้าอีกครั้ง และเด็กชายปราโมทย์ ก็ได้เข้าเรียนที่โรงเรียนวัดเกาะสมอ บ้านเกาะสมอ จังหวัดปราจีนบุรี
กาลต่อมา คุณแม่ทองเพียร เกิดล้มป่วยลงและได้เสียชีวิต คุณยาย ( ผุย เพ็งทอง ) ได้รับอุปการะเด็กชายปราโมทย์ ไว้
กาลต่อมา คุณยายผุย เพ็งทอง ก็ได้เสียชีวิตลงอีกด้วยโรคชรา ทำให้เด็กชายปราโมทย์ และ เด็กชายแก้ว ดอนมอญ ได้บวชหน้าไฟให้คุณยายผุย เพ็งทอง ที่วัดหัวนา บ้านหัวหว้า จังหวัดปราจีนบุรี ครั้นเมื่อเสร็จงานศพของคุณยายผุย เพ็งทอง แล้ว เด็กชายปราโมทย์ วังสะจันทานนท์ และ เด็กชายแก้ว ดอนมอญ ก็ได้ไปอาศัยอยู่กับน้า ( นางคำสูรย์ สังอรดี ) เด็กชายทั้งสองได้ช่วยน้าประกอบอาชีพ คือ ทำนา ทำไร่ ด้วยความขยัน
ทั้งนี้ เนื่องจาก เด็กชายปราโมทย์ วังสะจันทานนท์ มีอุปนิสัยรักใคร่ใฝ่เรียน จึงได้ออกจากบ้านไปอาศัยอยู่ที่ วัดอุดมวิทยาราม ( โรงเกวียน ) ซึ่งอยู่หลังสถานีรถไฟ จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อเรียนหนังสือ แต่ต่อมาก็ได้บรรพชาเป็นสามเณรที่ วัดอุดมวิทยาราม ( โรงเกวียน ) และย้ายไปจำพรรษาอยู่ที่ วัดมะกอก อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี จากนั้น ก็ได้ขาดการติดต่อกับญาติพี่น้องเป็นเวลาหลายปี
จนกระทั้ง ต่อมา พระภิกษุปราโมทย์ ได้ย้อนกลับไปที่บ้านหัวหว้าอีกครั้ง จึงทำให้ญาติพี่น้องทราบว่าท่านได้ศึกษาเล่าเรียนจนได้เปรียญธรรมหลายประโยค เป็น พระภิกษุ มหาปราโมทย์ ปาโมชโช
# ลำดับญาติพี่น้องของ คุณแม่ทองเพียร วังสะจันทานนท์ ( เพ็งทอง ) มีทั้งหมด 8 คน ได้แก่
1) คุณแม่ทองเพียร เพ็งทอง ( โยมมารดา ของ หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช )
2) นายแพร
3) นางทอง
4) นางชื่น
5) นางคำสูรย์
6) นางเชื่อม
7) นางทองคำ
8) นางสีนวล
นายแก้ว ดอนมอญ เป็นบุตรของนางสีนวล ( น้องคนสุดท้องของ คุณแม่ทองเพียร ) เรียงลำดับแล้ว นายแก้ว ดอนมอญ มีลำดับญาติเป็นผู้พี่ผู้น้อง ของ หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช
# พบหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เป็นครั้งแรก

หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช ได้เล่าว่า ท่านได้เจริญวัดเติบโตที่บ้านหัวหว้า จังหวัดปราจีนบุรี มีผิวพรรณดีมาก หลวงปู่มหาปราโมทย์ ได้ติดตามโยมพ่อสิงห์คำไปที่จังหวัดอุบลราชธานี เพราะโยมพ่อของท่านรับราชการทหารอยู่ที่นั่น และในสมัยเมื่อยังเป็นเด็กนั้นเอง หลวงปู่ปราโมทย์ ท่านได้พบกับ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ที่วัดเลียบ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี และหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ได้เป่ากระหม่อมให้ พอรุ่งเช้าโยมแม่ทองเพียร ก็ได้พาท่านไปใส่บาตรหลวงปู่มั่น ด้วย
# อุปนิสัยการบำเพ็ญทางเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก
เมื่อครั้งที่โยมมารดายังมีชีวิตอยู่ เด็กชายปราโมทย์ ได้ช่วยมารดา ทำไร่ ทำนา ปลูกข้าว มาวันหนึ่งโยมมารดาได้บอกกับเด็กชายปราโมทย์ว่าให้ไปเฝ้าข้าวในนาที่ปลูกไว้ เพื่อไม่ให้นกเข้ามากินข้าวในนา เด็กชายปราโมทย์ ก็ตอบมารดาอย่างสุภาพว่า "ให้นกมันกินแหน่ นกมันบ่ได้เฮ็ดนา" ( ให้นกมันกินหน่อย นกมันไม่ได้ทำนา )
# จำพรรษาที่ วัดป่านิโครธาราม จังหวัดอุดรธานี
หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช ท่านได้มีโอกาสฟังเทศน์ จาก หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ ( แห่งวัดป่านิโครธาราม ) ที่วัดอโศการาม ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ ในขณะนั้น วัดอโศการาม ถือว่าเป็นศูนย์รวมกองทัพธรรม หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช ได้ซาบซึ้งในธรรมปฏิปทาของ หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช จึงได้อธิษฐานจิตว่าถ้ามีโอกาสขอให้ได้ไปพักที่ วัดป่านิโครธาราม

และอีกครั้งหนึ่งหลวงปู่มหาปราโมทย์ ท่านได้เดินธุดงค์ไปจำพรรษาอยู่ที่วัดหลวงปู่ฝั้น อาจาโร พอดี หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ ท่านนั่งรถผ่านมาเจอหลวงปู่มหาปราโมทย์ขณะเดินธุดงค์อยู่ริมถนน หลวงปู่อ่อน จึงได้บอกให้คนขับรถจอดรับหลวงปู่มหาปราโมทย์ขึ้นนั่งรถไปด้วยกัน หลวงปู่มหาปราโมทย์ ท่านได้ปรารภอีกครั้งหนึ่ง ว่าถ้ามีโอกาสจะกลับไปบูรณะปฏิสังขรณ์ วัดป่านิโครธาราม เพราะด้วยความระลึกถึงพระคุณของหลวงปู่อ่อน ญาณสิริ รวมทั้งหลวงปู่มหาปราโมทย์ ท่านได้ยินว่าที่วัดป่านิโครธารามได้สร้างพระอุโบสถสองชั้น คงจะงดงามมาก หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช ได้ไปพักจำพรรษา อยู่ที่วัดป่านิโครธาราม ในครั้งแรก ในปี พ.ศ.2529
หลังออกพรรษาหลวงปู่มหาปราโมทย์ ท่านได้ออกไปเที่ยววิเวกที่ วัดป่าน้ำริน จังหวัดเชียงใหม่ และได้พักจำพรรษาอยู่ที่วัดป่าน้ำริน จังหวัดเชียงใหม่ อยู่หลายพรรษา และต่อมาใน พ.ศ. 2537 หลวงปู่มหาปราโมทย์ ท่านได้ย้ายไปจำพรรษาที่วัดป่านิโครธาราม หลังจากที่ หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ ได้มรณภาพลงแล้ว
# สร้างศาลาการเปรียญ ณ วัดป่านิโครธาราม
หลวงปู่มหาปราโมทย์ ได้พักจำพรรษา ร่วมกับ หลวงพ่อศรีนวล ขันติธโร เจ้าอาวาสวัดป่านิโครธาราม ( ในขณะนั้น ) และหลวงปู่บุญรอด อธิปุญโญ จนกระทั่ง ในพรรษาที่พระอาจารย์ศรีนวล ได้ดำริว่าจะทำการซ่อมแซมหลังคาศาลาการเปรียญใหม่ โดยขอให้หลวงปู่มหาปราโมทย์ ช่วยเมตตาในการซ่อมแซมครั้งนี้ หลวงปู่มหาปราโมทย์ ได้รับนิมนต์ไปฉันท์ภัตตาหารที่บ้านโยมในกรุงเทพฯ ท่านได้พูดถึงเรื่องที่จะซ่อมแซมหลังคาศาลาการเปรียญใหม่ให้โยมฟัง โยมก็มีจิตศรัทธาที่จะช่วยซ่อมแซมหลังคา และได้รวบรวมปัจจัยในการซ่อมหลังคาครั้งนั้น โดยหลวงปู่มหาปราโมทย์ ได้ส่งปัจจัยผ่านทางธนาคาร เข้าไปที่บัญชีวัดป่านิโครธาราม
ตั้งแต่นั้นมาคณะศิษย์ ก็ได้นำกฐินมาทอดถวายหลวงปู่มหาปราโมทย์ ในการซ่อมแซมหลังคาจนสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี แล้วได้มีการฉลองศาลาครั้งใหญ่ ในปี พ.ศ. 2537 และหลังจากนั้น หลวงปู่มหาปราโมทย์ ก็ได้อยู่จำพรรษาที่วัดป่านิโครธารามมาโดยตลอด และได้เริ่มก่อสร้างปฏิสังขรณ์วัดป่านิโครธารามดังที่ท่านเคยได้อธิษฐานเมื่อครั้งพบกับหลวงปู่อ่อน ญาณสิริ ในขณะที่เดินทางไปวัดหลวงปู่ฝั้น อาจาโร และการก่อสร้างหลวงปู่ท่านจะมอบภาระให้หลวงพ่อศรีนวล ในภาระต่าง ๆ ที่หลวงปู่ปราโมทย์มอบให้ หลวงปู่จะเรียกหลวงพ่อศรีนวลว่า "ท่านพระครู"
ต่อมา เมื่อปี พ.ศ. 2538 หลวงปู่ได้สร้างกุฎีรัตนมุณี ซึ่งใช้เป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต เพื่อไว้เป็นที่สักการะบูชาของญาติโยม โดยได้เริ่มก่อสร้างวิหารปาโมชโชอนุสรณ์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 และได้มีการฉลองวิหารปาโมชโชอนุสรณ์ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี พ.ศ. 2547
หลังจากนั้น หลวงพ่อศรีนวล ขันติธโร เจ้าอาวาสวัดป่านิโครธาราม ได้อาพาธหนัก และถึงแก่มรณภาพลง เมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2547 หลวงปู่ได้ถวายเพลิงศพพระครูภาวนาสังวรคุณ ( หลวงพ่อศรีนวล ขันติธโร ) ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2547 เป็นที่เรียบร้อย
ในขณะเดียวกัน ที่วัดป่านิโครธาราม ก็ได้แต่งตั้งให้ หลวงพ่อประสิทธิ์ ปุญญมากโร เป็นเจ้าอาวาสแทนหลวงพ่อศรีนวล ขันติธโร ส่วนหลวงพ่อจันทร์เรียน คุณวโร หลวงพ่อบุญรอด อธิปุญโญ เป็นรองเจ้าอาวาส และพระอาจารย์รื่น ฐิตธัมโม เป็นผู้ดูแลรักษาการ
หลวงพ่อบุญรอด อธิปุญโญ ไปกราบเยี่ยมหลวงปู่มหาปราโมทย์ อยู่เสมอ เพราะกลัวหลวงปู่จะเหงา หลวงพ่อประสิทธิ์ ปุญญมากโร ท่านก็เดินทางไปกราบเยี่ยมหลวงปู่อยู่เรื่อย ๆ ตลอดพรรษาหลวงปู่ไม่ได้ลงฉันอาหารที่ศาลา เพราะสุขภาพของท่านไม่แข็งแรง แต่หลวงปู่จะออกรับบิณฑบาตรมิได้ขาด หลวงปู่ท่านเมตตาเด็กนักเรียนและชาวบ้านหนองบัวบานมาก ท่านจะมีวิธีสอนเด็ก ๆ ให้รู้จักไหว้พระทำบุญตักบาตรตอนเช้าก่อนไปโรงเรียนแบบง่าย ๆ โดยหลวงปู่ให้ค่าขนมสำหรับเด็กที่มาทำบุญตักบาตรอยู่เป็นประจำ ทำให้เด็ก ๆ รู้จักทำบุญให้ทาน หลวงปู่มหาปราโมทย์ เป็นผู้ที่มีความเมตตากรุณาในการเสียสละมาก ขณะเดียวกัน สังขารร่างกายของหลวงปู่ก็ไม่ค่อยแข็งแรง ลูกศิษย์ลูกหาที่เดินทางมาจากต่างจังหวัดไกล ๆ หลวงปู่ก็ยังมีเมตตาออกมาต้อนรับ หลวงปู่บอกว่า "สงสารเขา เขามาไกล" และหลวงปู่ชอบนำขนมปังไปเลี้ยงปลาที่กุฎิรัตนมุณี ในยามบ่าย ๆ เป็นกิจวัตรประจำของท่าน
# อาการอาพาธ ของ หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช
จนมาถึงต้นปี พ.ศ. 2548 ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 หลวงปู่ได้อาพาธหนักมาก คณะลูกศิษย์ได้นำหลวงปู่ส่งโรงพยาบาลเอกอุดร ขณะนั้น หลวงปู่มีอาการหืด หอบ ร่างกายช็อคจนเกือบหมดสติ หลวงปู่ได้พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเอกอุดร ที่ห้อง ไอ ซี ยู หลวงปู่อ่อนสา สุขกาโร ก็ไปเยี่ยมเป็นประจำ อาการของหลวงปู่ดีขึ้น และได้ย้ายขึ้นไปพักที่ชั้น 7 ของโรงพยาบาลเอกอุดร และต่อมาอีกไม่กี่วันอาการของหลวงปู่ก็ได้ทรุดหนักลงไปอีก จนได้เข้ารับการรักษาที่ ห้อง ไอ ซี ยู อีกครั้ง ไปจนถึงวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2548 รวมอยู่รักษาอาการ ที่ โรงพยาบาลเอกอุดร เป็นเวลา 33 วัน
ต่อมา ได้ย้ายหลวงปู่มหาปราโมทย์ ไปพักรักษาอาการที่ โรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี โดยอาการของหลวงปู่ ได้ทรุดหนักกว่าเดิม โดยมีอาการบวมตามร่างกาย หมอให้การรักษาจนอาการของหลวงปู่ดีขึ้น โดยสามารถพูดคุยกับพระเณร และพูดคุยกับญาติโยมที่ไปเยี่ยมได้ ในช่วงระยะนี้ สติของหลวงปู่จะดีมาก รวมเวลาพักรักษาตัว ที่ โรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี 11 วัน
พอมาถึงวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2548 ความดันของหลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช ก็ลดต่ำลงประมาณ 53:27 หมอได้ให้น้ำเกลือและเลือด พร้อมทั้งยาเพิ่มความดัน จนความดันของหลวงปู่เพิ่มสูงขึ้น แต่ไม่ถึงเกณฑ์ปกติ ประมาณ 90 หมอให้รอดูอาการอีกประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้น เห็นอาการหลวงปู่ดีขึ้น ช่วงแรกที่ความดันลดลงหลวงปู่จะไม่รับรู้อะไร มีอาการตาลอด พอความดันเพิ่มขึ้นท่านก็ยกมือขึ้นลืมตาดูได้เหมือนปกติ
# หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช ละสังขาร
หลวงปู่มหาปราโมทย์ รับรู้ดี มีสติมาก เมื่อนิมนต์ท่านกลับวัดท่านก็รับ โดยให้ท่านจับมือบีบมือนิมนต์ 2 ครั้ง ท่านก็รับ 2 ครั้ง เมื่อจัดเตรียมสัมภาระเสร็จก็นิมนต์หลวงปู่ท่านขึ้นรถโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี ช่วงที่อยู่ในรถท่านก็มีสติบริบูรณ์ดีทุกอย่าง พอคุยกับท่าน ท่านก็รับรู้ดีมาตลอดระยะทาง พอมาถึงวิหารปาโมชโชอนุสรณ์ ณ วัดป่านิโครธาราม ก็ได้นิมนต์ท่านพักที่เตียงพยาบาลที่เตรียมไว้ ท่านก็พัก ประมาณ 20 นาที จึงได้ละสังขารลงอย่างสงบ

หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช ท่านละสังขารอย่างสงบ ด้วยอาการโรคหัวใจโต ปอดติดเชื้อ ไตวาย และถุงลมโป่งพอง ณ วิหารปาโมชโชนุสรณ์ เมื่อวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2548 เมื่อเวลา 19.25 น. ระยะเวลาที่หลวงปู่พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลรวม 44 วัน สิริอายุรวม 82 ปี พรรษา 61 และถวายพระเพลิงศพ เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2548
# อัฐิธาตุ ของ หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช แปรสภาพเป็นพระธาตุเหมือนดั่งพระธาตุพระอรหันต์
หลังจากที่ หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช ได้ละสังขาร เมื่อวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2548 และได้มีการถวายเพลิงศพท่าน ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2548 หลังจากนั้น มีศิษย์บางรายได้มีโอกาสได้รับผงอังคาร และอัฐิธาตุชิ้นเล็ก ๆ ไปบูชาปรากฎว่า ได้แปรสภาพเป็นพระธาตุเหมือนดั่งพระธาตุพระอรหันต์สาวกเจ้าทั้งหลายเพียงเวลาเพียงชั่วข้ามคืนเดียว อัฐิมีลักษณะขาวบริสุทธิ์ บางชิ้นเกือบจะเป็นแก้ว พระพระธาตุงอกออกมาจากอัฐิ อัฐิมีลักษณะฟูตัว ตกผลึก พระธาตุมีลักษณะกลมเหมือนเม็ดสาคู มีหลากสี นอกจากนี้ ยังพบเศษจีวรที่ไม่ไหม้ไฟอีกด้วย นี่คือภาพบางส่วน

ข้อมูลประวัติหลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช ส่วนหนึ่งคัดลอกย่อมาจาก "หนังสือปาโมชโชนุสรณ์"
บทความเดิมก่อนหน้านี้ : ธรรมะของหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม
วันจันทร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2551
# ธรรมะจาก หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม ( พระธรรมสิงหบุราจารย์ )
สาเหตุของการปฏิบัติธรรมไม่สำเร็จ : วันนี้ ขอนำธรรมะของหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม วัดอัมพวัน จังหวัดสิงห์บุรี มาฝากค่ะ ที่ท่านสอนเปรียบเทียบถึงความไม่สำเร็จแห่งการปฏิบัติของคนเรา อ่านแล้วจับใจ เห็นภาพชัดเจน หลวงพ่อจรัญ ท่านเป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบที่สอนทุกคนให้ปฏิบัติธรรมกันอย่างจริง ๆ จัง ๆ ท่านสอนให้คนเรานั้น เมื่อลงมือปฏิบัติแล้วก็ต้องเอาจริง ทำจริง อย่างที่ท่านสั่ง ให้ทำตามทุกวันอย่างเสมอต้นเสมอปลาย จึงจะเห็นผลของการปฏิบัติ

โดยท่านเปรียบว่า "บุคคลที่ปฏิบัติไม่เสมอต้นเสมอปลาย ไม่เอาไหน เมื่อปฏิบัติไปได้สักหน่อยก็เลิก ปฏิบัติธรรมบ้างไม่ปฏิบัติธรรมบ้าง พอปฎิบัติไปไม่เห็นผลของการปฏิบัติ ก็จะบ่นนั้นบ่นนี่อยู่เรื่อย ว่าทำไมการปฏิบัติธรรมของตนนั้น ไม่เห็นผลสักที ท่านจึงเปรียบบุคคลที่ปฏิบัติธรรมแบบนี้ว่าเป็นเหมือนห้วงน้ำที่ขาดเป็นห้วง ๆ เรือก็เดินไม่ได้ ถ้าเป็นถนนที่ขาดเป็นช่วง ๆ รถก็เดินไม่ได้ เขาเรียกว่า คนไม่ดี เพราะว่าปฏิบัติไม่เสมอต้นเสมอปลาย"
จากประสบการณ์ ของ การปฏิบัติธรรมจึงทำให้ทราบว่า เป็นอย่างที่ท่านสอนไว้จริง ๆ ค่ะ เพราะถ้าปฏิบัติธรรมไม่เสมอต้นเสมอปลาย ผลของการปฏิบัติมันจะไม่เกิด ต่อให้ยามตั้งใจปฏิบัติจะทุ่มเทเต็มที่ แต่เมื่อยามจะหยุดปฏิบัติก็ทิ้งการปฏิบัติไปเลย มันก็ไม่มีประโยชน์ถ้าทำแบบนี้บ่อย ๆ ตัวเราเองนั่นหล่ะค่ะที่จะรู้สึกว่าทำไมเหมือนย้ำอยู่กับที่ไม่ไปไหนสักที ซึ่งสู้พวกปฏิบัติแบบน้อย ๆ ไม่เร่งรีบแต่เขาปฏิบัติเสมอต้นเสมอปลายเป็นเวลาทุกวันไม่ได้ เขาก็จะปฏิบัติก้าวหน้าและได้ดีกว่าเรา เมื่อเราเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับบุคคลเหล่านั้น เราก็จะรู้สึกท้อแท้ส่งผลทำให้จิตเราไม่สงบก็ยิ่งไปกันใหญ่ ครูบาอาจารย์มักจะสอนและเตือนดิฉันว่า อย่าปฏิบัติธรรมแบบเส้นกราฟ หรือ ลูกคลื่น คือ ยามตั้งใจปฏิบัติก็เร่งปฏิบัติทุ่มเทจนแบบทิ้งชีวิต แต่ยามไม่ปฏิบัติธรรมก็ทิ้งการปฏิบัติเลย มันจะทำให้การปฏิบัติธรรมของเราไม่ก้าวหน้า ดังนั้น ใครกำลังปฏิบัติธรรมแบบนี้อยู่ เลิกเถอะนะค่ะ เดี๋ยวจะเจ็บปวดหัวใจอย่างที่ดิฉันเป็น เพราะต่อให้เพื่อน ๆ ปฏิบัติธรรมไป 20 ปี 30 ปี หรือตลอดชีวิต ถ้ายังคงปฏิบัติธรรมแบบนี้มันก็เสียดายเวลาค่ะ และที่สำคัญการปฏิบัติธรรมไม่เสมอต้นเสมอปลาย ก็เป็นการเสียสัจจะในการปฏิบัติธรรมไปโดยปริยาย ถ้าจะเปรียบเหมือนนักกีฬาก็ต้องฝึกซ้อมอย่างเสมอต้นเสมอปลายเช่นกัน มิฉะนั้น จะไปลงแข่งขันสู่คนอื่นได้ ได้อย่างไรกัน แต่ถ้าหากใครปฏิบัติเสมอต้นเสอมปลายอยู่แล้วรับรองว่าผลแห่งความสำเร็จรออยู่ข้างหน้าแน่นอนเลยค่ะ ....โชคดีทุก ๆ คนค่ะ
บทความเดิมก่อนหน้านี้ : ธรรมะ ของ หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช

โดยท่านเปรียบว่า "บุคคลที่ปฏิบัติไม่เสมอต้นเสมอปลาย ไม่เอาไหน เมื่อปฏิบัติไปได้สักหน่อยก็เลิก ปฏิบัติธรรมบ้างไม่ปฏิบัติธรรมบ้าง พอปฎิบัติไปไม่เห็นผลของการปฏิบัติ ก็จะบ่นนั้นบ่นนี่อยู่เรื่อย ว่าทำไมการปฏิบัติธรรมของตนนั้น ไม่เห็นผลสักที ท่านจึงเปรียบบุคคลที่ปฏิบัติธรรมแบบนี้ว่าเป็นเหมือนห้วงน้ำที่ขาดเป็นห้วง ๆ เรือก็เดินไม่ได้ ถ้าเป็นถนนที่ขาดเป็นช่วง ๆ รถก็เดินไม่ได้ เขาเรียกว่า คนไม่ดี เพราะว่าปฏิบัติไม่เสมอต้นเสมอปลาย"
จากประสบการณ์ ของ การปฏิบัติธรรมจึงทำให้ทราบว่า เป็นอย่างที่ท่านสอนไว้จริง ๆ ค่ะ เพราะถ้าปฏิบัติธรรมไม่เสมอต้นเสมอปลาย ผลของการปฏิบัติมันจะไม่เกิด ต่อให้ยามตั้งใจปฏิบัติจะทุ่มเทเต็มที่ แต่เมื่อยามจะหยุดปฏิบัติก็ทิ้งการปฏิบัติไปเลย มันก็ไม่มีประโยชน์ถ้าทำแบบนี้บ่อย ๆ ตัวเราเองนั่นหล่ะค่ะที่จะรู้สึกว่าทำไมเหมือนย้ำอยู่กับที่ไม่ไปไหนสักที ซึ่งสู้พวกปฏิบัติแบบน้อย ๆ ไม่เร่งรีบแต่เขาปฏิบัติเสมอต้นเสมอปลายเป็นเวลาทุกวันไม่ได้ เขาก็จะปฏิบัติก้าวหน้าและได้ดีกว่าเรา เมื่อเราเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับบุคคลเหล่านั้น เราก็จะรู้สึกท้อแท้ส่งผลทำให้จิตเราไม่สงบก็ยิ่งไปกันใหญ่ ครูบาอาจารย์มักจะสอนและเตือนดิฉันว่า อย่าปฏิบัติธรรมแบบเส้นกราฟ หรือ ลูกคลื่น คือ ยามตั้งใจปฏิบัติก็เร่งปฏิบัติทุ่มเทจนแบบทิ้งชีวิต แต่ยามไม่ปฏิบัติธรรมก็ทิ้งการปฏิบัติเลย มันจะทำให้การปฏิบัติธรรมของเราไม่ก้าวหน้า ดังนั้น ใครกำลังปฏิบัติธรรมแบบนี้อยู่ เลิกเถอะนะค่ะ เดี๋ยวจะเจ็บปวดหัวใจอย่างที่ดิฉันเป็น เพราะต่อให้เพื่อน ๆ ปฏิบัติธรรมไป 20 ปี 30 ปี หรือตลอดชีวิต ถ้ายังคงปฏิบัติธรรมแบบนี้มันก็เสียดายเวลาค่ะ และที่สำคัญการปฏิบัติธรรมไม่เสมอต้นเสมอปลาย ก็เป็นการเสียสัจจะในการปฏิบัติธรรมไปโดยปริยาย ถ้าจะเปรียบเหมือนนักกีฬาก็ต้องฝึกซ้อมอย่างเสมอต้นเสมอปลายเช่นกัน มิฉะนั้น จะไปลงแข่งขันสู่คนอื่นได้ ได้อย่างไรกัน แต่ถ้าหากใครปฏิบัติเสมอต้นเสอมปลายอยู่แล้วรับรองว่าผลแห่งความสำเร็จรออยู่ข้างหน้าแน่นอนเลยค่ะ ....โชคดีทุก ๆ คนค่ะ
บทความเดิมก่อนหน้านี้ : ธรรมะ ของ หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช
วันเสาร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2551
# สร้างเว็บบล็อคเพื่อระลึกถึงธรรมะและพระคุณ ของ หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช
หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช พระอริยสงฆ์ที่ช่วยชีวิตฉัน ตั้งใจมานานแล้วค่ะ วันนี้ได้สร้างเว็บบล็อคเพื่อน้อมรำลึกถึงธรรมะและพระคุณ ของ หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช แห่งวัดป่าน้ำริน จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งท่านเป็นพระอริยสงฆ์เป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบรูปหนึ่ง ทำไมต้องเลือกธรรมะของหลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช มาเปิดตัวเว็บบล็อคแห่งนี้ ทั้งนี้ ก็เพราะท่านเป็นผู้มีบุญคุณเหนือชีวิตของดิฉัน ถึงแม้วันนี้หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช จะละทิ้งสังขารของท่านไปแล้วก็ตาม แต่ธรรมะที่ท่านเคยสอนดิฉัน ยังคงก้องอยู่ในความทรงจำของดิฉันไม่เคยลืมเลือน

ดิฉัน จึงอยากนำธรรมะของหลวงปู่มหาปราโมทย์ มาถ่ายทอดให้เพื่อน ๆ ได้รับทราบกัน หากใครได้เข้ามา ณ ที่แห่งนี้ ได้อ่านธรรมะของหลวงปู่มหาปราโมทย์ แล้วนำไปปฏิบัติ แล้วสามารถพัฒนาจิตของตนในทางธรรมให้สูงขึ้นได้ บุญกุศลที่เกิดขึ้นจากการถ่ายทอดธรรมะนี้ ดิฉัน ขอถวายให้หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช ค่ะ ธรรมะที่ดิฉันเคยกราบเรียนถามหลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช จะเป็นคำถามสั้น ๆ และท่านก็ตอบสั้น ๆ แต่ความหมายนั้น ลึกซื้งมากค่ะ
ดิฉันถาม : "หลวงปู่ค่ะคนเราเสียสละอะไรจึงจะเป็นการเสียสละที่สูงสุดค่ะ"
หลวงปู่มหาปราโมทย์ตอบ : "ก็เสียสละสุข เสียสละทุกข์ ยังไงเล่า"

ดิฉัน จึงอยากนำธรรมะของหลวงปู่มหาปราโมทย์ มาถ่ายทอดให้เพื่อน ๆ ได้รับทราบกัน หากใครได้เข้ามา ณ ที่แห่งนี้ ได้อ่านธรรมะของหลวงปู่มหาปราโมทย์ แล้วนำไปปฏิบัติ แล้วสามารถพัฒนาจิตของตนในทางธรรมให้สูงขึ้นได้ บุญกุศลที่เกิดขึ้นจากการถ่ายทอดธรรมะนี้ ดิฉัน ขอถวายให้หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช ค่ะ ธรรมะที่ดิฉันเคยกราบเรียนถามหลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชโช จะเป็นคำถามสั้น ๆ และท่านก็ตอบสั้น ๆ แต่ความหมายนั้น ลึกซื้งมากค่ะ
ดิฉันถาม : "หลวงปู่ค่ะคนเราเสียสละอะไรจึงจะเป็นการเสียสละที่สูงสุดค่ะ"
หลวงปู่มหาปราโมทย์ตอบ : "ก็เสียสละสุข เสียสละทุกข์ ยังไงเล่า"
นี่หล่ะค่ะ ธรรมะสั้น ๆ แต่มีค่ามาก เพื่อน ๆ อ่านแล้วพิจารณาตามนะค่ะ เพราะการเสียสละสุข และเสียสละทุกข์ คนเราทำได้กี่คน ส่วนใหญ่คนเราจะขอแต่ให้ตนเองและคนที่ตนรักมีความสุข แต่ความทุกข์อยากจะสลัดให้มันไปไกล ๆ "สลัดทุกข์" ไม่ใช่ "สละทุกข์" คำสองคำนี้ความหมายต่างกันมากนะค่ะ ใครทำได้ คำว่า "พ้นทุกข์" ไม่ไปไหนไกลแน่นอนค่ะ...วันนี้แค่นี้ก่อนนะค่ะ แล้วจะนำธรรมะ และเรื่องราวดี ๆ มาบอกเล่าให้เพื่อน ๆ ได้อ่านกันอีกค่ะ
"จงเสียสละซึ่งสุขและทุกข์เสียเถิด...แล้วเจ้าจะพ้นจากทุกข์"
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)